ไปมอง ก็พอดีที่เขาโน้มลงมาประทับริมฝีปาก ลิ้มรสหวานของขนมที่ยังหลงเหลืออยู่ในปากนางจูบได้ไม่กี่อึดใจ หลินถิงก็เบี่ยงหน้าออกไปอีกทาง กลับมาหมกมุ่นกินขนมถั่วเขียวต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย ยามนี้ไม่ว่าต้วนหลิงจะทำสิ่งใด ก็ไม่อาจทำให้นางละทิ้งความหิวโหยได้ หากไม่รีบกินให้อิ่มเสียบ้าง เกรงว่านางคงอดตายแน่นอนเขาจึงได้แต่นั่งนิ่ง รอให้นางกินจนพอใจ หลินถิงซัดไปเก้าชิ้นเต็มจึงค่อยคลายความหิวลงบ้าง ก่อนจะหยิบอีกชิ้นส่งไปตรงหน้าเขา“ท่านก็ลิ้มรสหน่อยเถิด ท่านเองก็ตั้งแต่โรคกำเริบมาก็ยังมิได้แตะต้องสิ่งใดเลย องครักษ์เสื้อแพรก็ยังเป็นเพียงมนุษย์เช่นกัน ต้องกิน ต้องพักเหนื่อยไม่ต่าง”แต่สายตาของต้วนหลิงกลับมิได้จ้องขนมในมือของนาง หากไปหยุดอยู่ที่ขนมอีกสองชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะยามต้องแสงจันทร์ จนดูราวกับมีชาดแดงแต้มบนผิวขาวบริสุทธิ์ ดั่งอัญมณีประดับปลายนิ้วเขาลูบผ่าน เนื้อขนมนุ่มยวบลงเล็กน้อย อุ่นนิ่มและหอมหวานจนยากจะต้านทาน เขาก้มลงกัดกิน ส่วนชิ้นที่อยู่ในมือนางกลับร่วงหล่นคืนสู่จาน มิทันได้ถูกผู้ใดแตะต้องเมื่อต้วนหลิงกลืนคำสุดท้าย พวกเขาก็ยืนนิ่งข้างโต๊ะอีกครู่ใหญ่ ก่อนกลับไปยังเตียง หลินถิงครานี้ทั้งเหนื่อยล้าทั้งง่วงงุน จนแทบจะล้มตัวลงนอนทันที ทว่าต้วนหลิงหาได้ให้โอกาสไม่ เขาดึงร่างนางขึ้นสานต่อจุมพิตที่คั่งค้าง……คืนนั้นหลินถิงกลับนอนหลับนิ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ไม่แม้แต่จะพลิกกาย ตราบใดที่ยังมิได