้ช่วยรักษาโรคของต้วนหลิง แต่เขากลับช่วย “รักษาอาการละเมอทุบตี” ของนางได้แล้วหลังนางเข้าสู่ห้วงนิทรา ต้วนหลิงกลับไม่อาจข่มตาลง เขาเพียงนอนตะแคงข้าง จ้องมองนางอยู่นานเนิ่น ครั้นลุกออกจากเตียง เดินไปหน้ากระจก เงาสะท้อนคือบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง ผิวพรรณยังระเรื่อจากความร้อนรุ่ม ภายใต้เสื้อในสีชาดที่เผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าและลำคอ ข้างคอนั้นคล้องเชือกแดงผูกจี้ทองรูปเทพเจ้าแห่งโชคลาภ นั่นคือของที่หลินถิงพึมพำตอบรับยอมให้เขาสวมไว้เพียงชั่วคืนสายตาของเขาพร่าเลือนทันควัน เขาเพิ่งรู้ว่าแม้แต่จี้ทองคำรูปเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ยังมีค่ายิ่งกว่าตนเสียอีก มือเขากราชากเชือกแดงออก หวิดจะขว้างมันทิ้งบนพื้น ทว่าท้ายที่สุดกลับยั้งมือไว้ได้ แล้วค่อยๆ ผูกคืนไว้ที่เดิมหลินถิงไม่รู้แน่ชัดว่าตนหลับไปจนถึงยามใดของวันถัดมา รู้เพียงว่าถูกความหิวปลุกให้ตื่นอีกครา ขนมถั่วเขียวเก้าชิ้นที่กินไปเมื่อคืนถูกย่อยหมดสิ้นแล้ว ท้องของนางร้องโครกครากไม่หยุด ต่อให้นางพยายามจะข่มตาหลับต่อก็ไม่อาจทำได้ ต้องลุกขึ้นไปกินอะไรสักอย่างแล้ว……แต่ร่างกายกลับอ่อนเพลียจนไม่อยากขยับแม้เพียงนิ้วมือเดียว ใจนึกเพียงว่าหากมีใครสักคนคอยป้อนให้ ก็คงดีไม่น้อยพอลืมตาขึ้นนางก็พบว่าต้วนหลิงกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง มองนางด้วยสายตานิ่งลึก ครานี้เขาเพียงนั่งเงียบๆ มิได้ยืนจ้องอย่างคราวก่อน จึงไม่ทำให้นางตกใจเมื่อเห็นนางลืมตา เขาก็ยกยิ้มบางเอ่