ยตาของหลินถิงมิอาจละไปจากใบหน้าของเขาได้ รู้สึกว่ายังจำเป็นต้องอธิบายเรื่องยากระตุ้นราคะจึงอ้าปาก“เรื่องโอสถเหอฮวาน ข้า-”เขากลับแทรกขึ้นอีกครั้ง “ข้าก็เชื่อเจ้าแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องสาบานใดอีก”หลินถิงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนถามเสียงเบา “เมื่อคืนท่านส่งคนไปบอกจินอันไจ้ ว่าข้าไม่อาจไปที่โรงเตี๊ยมได้…เขามีท่าทีอย่างไรบ้างหรือไม่? เขาได้เอ่ยว่าจะนัดพบข้าใหม่หรือไม่?”ดวงตาของต้วนหลิงต่ำลง “เขาไม่ได้เอ่ยอะไร”หลินถิงเคาะโต๊ะไปมาอย่างไม่รู้ตัว เขาไม่พูดหรือ… เช่นนั้นคราวหน้าจะยังได้พบกันอีกหรือไม่? หากเซี่ยจื่อม่อมิได้มาด้วย โอกาสวางยาอันเหมาะสมนี้จะมิหลุดลอยไปหรือ? ช่างน่าปวดหัวนักต้วนหลิงก้มหน้ามองมือของนางที่เคาะจนแดงจัด “คุณชายจินหาได้เอ่ยสิ่งอื่นไม่ เพียงแต่ถามว่าทำไมเจ้าจึงมิไปตามนัดเมื่อคืนเท่านั้น”หลินถิงเกิดความรู้สึกผิดอยู่บ้าง ที่แท้สัญญาจะไปพบที่โรงเตี๊ยม แต่กลับผิดนัดโดยมิได้แจ้งให้รู้ ทำให้อีกฝ่ายรอเก้อ “แล้วคนของท่านบอกเขาไปอย่างไร?”ต้วนหลิงดึงมือนางที่แดงจัดขึ้นมากุมไว้ในฝ่ามือ ตรึงสายตาจ้องมองพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าบอกเขาว่าข้าโรคกำเริบ เจ้าจึงต้องอยู่ดูแลข้า”หลินถิงถึงกับพูดไม่ออก ในสายตาของจินอันไจ้คงต้องสงสัยยิ่งนัก ต้วนหลิงผู้นี้ภายนอกดูแข็งแรงสมบูรณ์เช่นนั้นจะป่วยไข้สิ่งใดกัน? ยิ่งใช้คำว่า “โรคกำเริบ” ย่อมหมายถึงอาการที่ติดตัวเรื้อรัง หาใช่ล้มป่วยกะทันหันไม่เรื่องถึงเพีย