วอยู่กลางสายลม พอยกมารยาทเสร็จสิ้นก็เกิดอาการหน้ามืด เอนร่างจะล้มนางเห็นคนตรงหน้ากำลังจะทรุดลง จึงยื่นมือออกไปช่วยโดยสัญชาตญาณ โดยไม่ทันคิดว่าเป็นใคร ทว่ากลับถูกต้วนหลิงยกแขนขึ้นกีดขวางเซี่ยชิงเหอจึงพยายามยันกายยืนหยัดไว้เอง หลินถิงเหลือบสายตา ส่งสัญญาณให้เซี่ยจื่อม่อรีบพาเขาออกไปโดยเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจ เซี่ยจื่อม่อก็พุ่งเข้ามาประคอง ร้อนรนฉุดลากสหายของตนขึ้นม้า ควบนำออกไปอย่างฉุกละหุก กลัวว่าหากช้าไป เขาจะสิ้นลมคามือต้วนหลิงหาได้ห้ามปราม เพียงปล่อยให้ทั้งคู่จากไป เขายกผ้าเช็ดคมดาบอย่างไม่เร่งร้อน วันนี้คมซิ่วชุนได้ดื่มเลือดไปแล้วถึงสองครั้ง-ครั้งหนึ่งจากเซี่ยจื่อม่อ อีกครั้งจากเซี่ยชิงเหอครู่หนึ่งถัดมา คมดาบจึงถูกสอดกลับลงในฝัก ต้วนหลิงเอ่ยกับนางเสียงต่ำ “ข้าจะพยุงเจ้าขึ้นม้า”หลินถิงแรกทีเดียวคิดจะเอ่ยว่าข้าทำเองได้ แต่พอเห็นเขายื่นมือเข้ามา นางกลับกลืนคำพูดนั้นลงไปในลำคอ ยอมให้อีกฝ่ายประคองขึ้นม้าอย่างเงียบเชียบต้วนหลิงกำสายบังเหียนมุ่งหน้าสู่ประตูเมือง สายตาจับจ้องไปเบื้องหน้า เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ข้าจำได้ว่าเจ้าบอกข้าเองมิใช่หรือ ว่าเจ้ากับเซี่ยชิงเหอหาได้มีไมตรีต่อกัน”หลินถิงสูดลมหายใจลึก เอื้อนถ้อยเสียงเบา “ขอโทษ ข้าเคยลวงท่าน”ต้วนหลิงยกยิ้มบาง “เจ้ามิจำเป็นต้องขอโทษ ข้ามิได้โทษเจ้า ความผิดล้วนอยู่ที่เซี่ยชิงเหอ หากมิใช่เพราะเขา เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องโกหกข้า”“……หือ?” ความคิดของเ