เขากล่าวว่ามิรู้ความ เจ้ารู้หรือไม่?”หลินถิงเห็นควรต้องอธิบายให้กระจ่าง “ท่านเข้าใจผิดแล้ว หาใช่เซี่ยชิงเหอจับข้าไป แต่เป็นแม่ทัพใต้บังคับบัญชาของเขาที่ตัดสินใจเอง เขาต้องการสิ่งที่อยู่ในมือของจินอันไจ้ จึงคิดใช้ข้าเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้จินอันไจ้ยอมเอ่ย”ต้วนหลิงเหลียวกลับมองนาง แววตาแฝงรอยขบขัน “เช่นนั้น…คุณชายจินก็มาถึงเมืองอันเฉิงแล้วหรือ?”“อืม” นางตอบรับ พลางใจสั่นระรัว หวั่นว่าเขาจะรื้อฟื้นเรื่องการลอบสังหารรัชทายาทขึ้นมาอีก ก่อนหน้านี้เขาก็เคยสงสัยว่าจินอันไจ้คือผู้อยู่เบื้องหลัง บัดนี้เมื่อรู้ว่าจินอันไจ้อยู่ที่นี่ เกรงว่าจะยิ่งเพิ่มความระแวงขึ้นหลินถิงคล้ายมีศีรษะหนักดั่งหินทับ บีบรัดจนปวดขมับ ทว่าต้วนหลิงหาได้เอ่ยถึงเหตุลอบสังหารรัชทายาท ไม่ทราบว่าเขาลืมไป หรือเจตนามิกล่าวถึง เพียงถามเสียงเรียบ “แล้วในมือของคุณชายจินมีสิ่งใดกันแน่ ถึงทำให้พวกเขายอมลงแรงถึงเพียงนี้?”หลินถิงสะท้อนความในใจ – ก็ฐานะองค์ชายแห่งราชวงศ์ก่อน และคลังสมบัติที่เพียงพอจะรวบรวมผู้คนได้ แต่สิ่งเหล่านี้นางย่อมมิอาจเอ่ย จึงกล่าวเพียง “ข้ามิอาจบอกได้”ต้วนหลิงไม่ได้กดดันเพียงวกเรื่องไป “แม่ทัพที่จับเจ้าไปคือผู้ใด?”หลินถิงลูบแผงคอม้า ตอบด้วยน้ำเสียงชั่งใจ “ข้าไม่รู้ชื่อ และก็ไม่เคยเห็นหน้า เพียงแต่ได้ยินคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยเรียกเขาว่า ‘ลุงกุ้ย’ เมื่อคราวที่ข้าถูกเขาฟาดจนสลบ ข้าหันหลังอยู่จึงไม่เห็นโฉมหน้