า”“ลุงกุ้ย…” ต้วนหลิงนึกได้ว่าในกองทัพเซี่ย ยังมีแม่ทัพผู้มากฝีมือผู้นี้อยู่หลินถิงเกล้าขนม้าขึ้นเป็นเปียเบาๆ ก่อนหันมาถามกลับ “ท่านล่ะ รู้มาตั้งแต่เมื่อใดกัน ว่าคุณชายรองสกุลเซี่ยกับคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยมีการไปมาหาสู่?”“ก่อนหน้าเจ้าจะรู้” เขาตอบสั้นๆหลินถิงตระหนักทันที ตนเองเพิ่งรู้เมื่อครั้งที่หอชมบุปผา หากเขารู้มาก่อนหน้า นั่นก็หมายถึง…เขารู้มานานแล้ว“เหตุใดท่านมิทูลกราบทูลฝ่าบาท?”ต้วนหลิงตอบเพียงสั้นนัก “ข้าไม่อยากบอก”หลินถิงปล่อยแผงคอม้าลง เอ่ยอย่างครุ่นคิด “หรือเพราะ…หลิงอวี่นั้นมีใจต่อคุณชายเซี่ยกระนั้นหรือ?”“ไม่ใช่”ต้วนหลิงหาได้มีความรู้สึกใดต่อสายสัมพันธ์ทางครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ล้วนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้วนชิงหนิงจะชอบเซี่ยจื่อม่อหรือไม่ หรือทั้งสองจะได้ครองคู่กันหรือเปล่า ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขาเรื่องที่เขาไม่กราบทูลฮ่องเต้เจียเต๋อ มิใช่เพราะคนเหล่านั้น แต่เป็นเพียงเพราะเขาไม่อยากบอกเท่านั้น“แล้วท่านรู้ได้อย่างไร?”ต้วนหลิงหัวเราะเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความเยาะหยัน “หากไม่อยากให้ผู้ใดรู้ ก็จงอย่าทำเสียเลย เมื่อพวกเขาลงมือไปแล้ว ต่อให้ระวังสักเพียงใด ก็ต้องเหลือร่องรอยไว้ให้เห็น”หลินถิงโน้มกายไปด้านหน้า เอนตัวบนคอของอาชา ก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะลงบนบ่าของเขาเบาๆ “ท่านขึ้นม้าเถิด เราจะได้ขี่ไปด้วยกัน ย่อมเร็วกว่าที่ท่านจูงม้าเดินตาม”ความอุ่นจากปลายน