ย่างราบเรียบว่า “เจ้ามองอะไรอยู่?”“ข้าเห็นผู้ตรวจการตงฉ่าง”เขามองไปยังหอคอยนั้นบ้าง แต่เพียงชำเลืองเล็กน้อยก็เมินเฉยกลับมา “แล้วอย่างไร?”หลินถิงถามกลับ “ท่านมิสงสัยหรือ ว่าวันนี้เขามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด?” ตนเองยังรู้สึกแปลกใจ แล้วต้วนหลิงผู้ใกล้ชิดราชสำนักจะไม่เอะใจได้อย่างไร?ต้วนหลิงเอ่ยอย่างอ้อยอิ่งว่า “ตราบใดที่ตงฉ่างไม่ยุ่งเกี่ยวกับองครักษ์เสื้อแพร ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องไปยุ่งกับพวกเขา เขาจะมีเจตนาใดก็หาเกี่ยวข้องกับข้าไม่”หลินถิงจึงละสายตาจากหอคอย หันกลับไปมองสตรีที่เรียกหาแม่ทัพหญิงด้วยคำว่า “พี่สาว”นางเห็นแม่ทัพหญิงมิได้เอ่ยคำใด เพียงแต่พาน้องสาวขึ้นหลังม้าแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสายลมพัดผ่านทิ้งไว้เพียงขบวนแห่ขับไล่สิ่งอัปมงคลที่พังพินาศ และใบหน้าของกั๋วซือผู้มิอาจรักษารอยยิ้มไว้ได้อีกหลินถิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงปลอกแขนของต้วนหลิงเบาๆ “ท่านต้วน”ต้วนหลิงก้มลงมองมือนางที่ดึงปลอกแขนเขาไว้ นางเพียงดึงแผ่วเบาแล้วปล่อย “ท่านรู้จักแม่ทัพหญิงผู้นั้นหรือไม่?” คำว่ารู้จักที่นางกล่าว มิใช่เพียงเคยพบกันในราชสำนัก หากหมายถึงความคุ้นเคยที่อาจสนทนาแลกเปลี่ยนกันได้เขาไม่ได้จัดปลอกแขนที่ถูกนางดึงให้เบี้ยว ยังคงปล่อยให้มันเอนไปเช่นนั้น “ข้าไม่รู้จัก แล้วเหตุใดเจ้าจึงถาม?”นางตอบด้วยน้ำเสียงที่ไตร่ตรองมาแล้ว “นางเป็นแม่ทัพหญิงคนแรกของแผ่นดินต้าเหยียน ข้ารู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย”