ต้วนหลิงดูคล้ายจะเชื่อถ้อยคำนั้น “แม่ทัพหญิงผู้นี้เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่วัยเยาว์ ไร้เครือญาติ มีเพียงน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกัน สตรีที่นางพาขึ้นหลังม้าไปเมื่อครู่ก็คือน้องสาวคนนั้น”“ตอนนางอายุสิบเจ็ดปี ได้รับความโปรดปรานจากฮองเฮาจึงถูกพาเข้าวัง สามปีถัดมาจึงได้เป็นแม่ทัพ กระทั่งสร้างชื่อเสียงในสนามรบ ปัจจุบันอายุเพียงยี่สิบหก”เพียงยี่สิบหกก็ได้เป็นแม่ทัพใหญ่แล้วหรือนี่? หลินถิงนึกทึ่งอยู่ในใจ “ยังมีอะไรอีกหรือไม่?”ต้วนหลิงกล่าวต่อ “ก่อนจะกลับสู่เมืองหลวง นางเคยประจำการอยู่ชายแดน เคยตีทัพของชนเผ่าทางเหนือกลับไปได้นับครั้งไม่ถ้วน บรรดาขุนนางที่เคยค้านไม่ให้สตรีเป็นแม่ทัพต่างพากันยอมรับแต่โดยดี”ฮองเฮาผู้นั้นช่างมีตาทิพย์ แล้วยังกล้าฝ่ากระแสคัดค้านในยุคที่ไม่มีสตรีใดได้เป็นขุนนางอีกด้วย หลินถิงอดยกย่องมิได้ “แต่ท่านไม่รู้จักแม่ทัพหญิงผู้นั้น แล้วเหตุใดจึงทราบละเอียดถึงเพียงนี้?”ต้วนหลิงปรายตามองนางแวบหนึ่ง “ทุกครั้งก่อนที่ฝ่าบาทจะทรงใช้งานผู้ใด จะทรงสั่งให้องครักษ์เสื้อแพรไปสืบเรื่องของผู้นั้นอย่างละเอียด ถ้าใช้แล้วก็ให้คอยจับตาทุกฝีก้าว”“อย่างนี้นี่เอง” หลินถิงเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางเปลี่ยนหัวข้อโดยมิให้รู้ตัว “แล้วน้องสาวของแม่ทัพหญิงเล่า? นางก็ฝึกวรยุทธ์หรือไม่? ปกติเดินทางไปด้วย หรืออยู่แต่ในเมือง?”หากว่านางติดตามแม่ทัพหญิงหยางเหลียงอวี้ออกศึกอยู่เสมอ เช่นนั้นก็มิอา