าเป็นองครักษ์เสื้อแพรมิใช่หรือ?เหตุใดจึงยังสงบนิ่งเยี่ยงนี้ ถึงกับไม่สะทกสะท้านกับข่าวว่ามีขุนนางก่อกบฏขณะนั้นเอง เสียงปี่แตรและขลุ่ยที่กึกก้องไปทั่วถนนก็พลันเงียบลง ทั้งสองหันไปมองทางถนนใหญ่โดยพร้อมเพรียง หลินถิงสังเกตว่า ขบวนของท่านกั๋วซือที่ควรจะเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ นั้น กลับถูกขวางอยู่ด้านหน้า พูดให้ชัดก็มิใช่ถูกขวาง แต่เป็นเพราะมีบางคนยืนขวางอยู่เบื้องหน้า ทำให้ขบวนไม่อาจเคลื่อนไปต่อได้ตามหลักแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าขวางขบวนแห่ของกั๋วซือผู้ทำพิธีขับไล่สิ่งอัปมงคล ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้ตำหนิศาสนาหรือชาวบ้านธรรมดา เพราะฮ่องเต้เจียเต๋อนั้นทรงให้ความสำคัญกับท่านกั๋วซือผู้นี้ยิ่งนักราษฎรที่แย่งถุงฝูไต้ก็อยู่กันสองข้างทาง ไม่น่ามีใครขวางขบวนตรงหน้าได้ หากเป็นชาวต่างถิ่นที่หลงเข้ามาในถนนสายนี้ ป่านนี้ทหารองครักษ์ที่เดินตามขบวนคงจับตัวไปแล้ว ด้วยเหตุนี้หลินถิงจึงจับจ้องอย่างอยากรู้ว่าเป็นใครกันที่กล้าใหญ่โตถึงเพียงนี้ ขวางทางกั๋วซือต่อหน้าธารกำนัล แต่กลับไม่มีทหารกล้าระงับจับตัวแล้วก็ปรากฏภาพหนึ่งตรงปลายสายตา-กลุ่มทหารในชุดเกราะเบา เดินเรียงขบวนอย่างพร้อมเพรียงในท่าทีสง่างาม หญิงหนึ่งขี่ม้านำขบวน ใบหน้าดุดัน คิ้วคม ดวงตาเปี่ยมอำนาจ ผิวคล้ำแต่เปล่งประกายความกล้าหาญ มัดผมหางม้าให้กราชับ มือหนึ่งถือทวน ชุดเกราะสีดำแดงแน่นหนาหนักอึ้งทว่าไม่ไหวติงแม้ลมกรรโชก นางเห็นกั๋วซือกลับไม่ยอมลงจากหลัง