ถาม“ยังมีเหลืออยู่อีกหรือไม่?”“ยังมีอีก” ต้วนหลิงกล่าวเสียงแผ่ว สายตาไม่ละจากหลินถิง เอื้อมปลายนิ้วแตะมือของนางที่กำลังจะตบศีรษะตนเองเบาๆ เพื่อห้ามไว้ “ข้าช่วยเจ้าเอง”หลินถิงมิได้ปฏิเสธ นางเอ่ยถามอย่างอ้อมค้อม “ใต้หล้าโปรดเกล้าฯ เรียกตัวแม่ทัพหยางผู้นี้เข้าเฝ้า……ทรงมีพระประสงค์ให้ไปปราบปรามพวก……กบฏเหล่านั้นหรือไม่?”“ใช่แล้ว ใต้หล้าทรงมีรับสั่งให้แม่ทัพหยางไปจัดการพวกกบฏ นำศีรษะของเซี่ยชิงเหอมาให้ได้”ต้วนหลิงสอดนิ้วเรียวแทรกเข้าสู่เส้นผมของหลินถิง เคลื่อนไหวอย่างชำนิชำนาญและแผ่วเบา ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก หลินถิงกระพริบตาเบาๆต้วนหลิงมิได้ทิ้งเศษกระดาษสีแดงที่หยิบออกมา หากแต่ยังถือไว้ในมือ กล่าวเรียบเฉยว่า “เรื่องนี้มิใช่ความลับอันใด อีกไม่นานทั่วเมืองหลวงก็จะรู้กันหมดแล้ว เจ้าคิดว่าแม่ทัพหยางจะสามารถกำราบพวกกบฏได้หรือไม่?”หลินถิงยังมิรู้ว่าต้วนหลิงเก็บเศษกระดาษหมดแล้ว ใจมัวครุ่นคิดถึงเรื่องราวอื่น จึงยังเอนศีรษะไปทางเขา ดวงตาหลุบมองพื้น “ก็ท่านบอกว่าแม่ทัพหยางเกือบจะไร้ผู้ต้าน ย่อมทำได้แน่นอน”เขาเงียบ หลินถิงลูบถุงฝูไต้อย่างครุ่นคิด “ท่านทั้งหลายแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นเซี่ยชิงเหอที่นำกองทัพเซี่ยก่อกบฏเขาเพิ่งหลบหนีออกจากเมืองเมื่อไม่นานมานี้เอง นี่มันดูจะรวดเร็วเกินไป”ต้วนหลิงว่า “ข่าวที่ราชสำนักได้รับคือกองทัพเซี่ยก่อกบฏโดยมีเซี่ยชิงเหอเป็นผู้นำ ส่วนผู้ที่ออกสืบให้แน่ชัดว่าเป็