ะกอบพิธีขจัดสิ่งอัปมงคล โปรดทราบด้วย”แม่ทัพหยางไม่แม้แต่จะมองตรง ตอบพลางลูบคอม้าเย็นชา “เจ้าหมายความว่าท่านแม่ทัพผู้นี้ต้องหลีกทางให้เจ้าเช่นนั้นหรือ?”ท่านกั๋วซือยังยิ้ม “พิธีขจัดสิ่งอัปมงคลเกี่ยวข้องกับโชคชะตาของแผ่นดิน สำคัญยิ่งนัก ท่านแม่ทัพ……”แม่ทัพหยางขัดขึ้น “ท่านแม่ทัพผู้นี้อดทนต่อเจ้ามานาน วันๆ เอาแต่พูดว่าพิธีขจัดสิ่งชั่วร้าย อ้างว่าทุกอย่างเพื่อแคว้นต้าเหยียน แต่แท้จริงแล้วมิได้กระทำสิ่งใดให้แผ่นดินแม้แต่น้อย”ดวงตานางคมกล้า น้ำเสียงดูแคลน “หรือว่าพวกข้าซึ่งเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อแผ่นดิน ยังสู้เจ้าที่เอาแต่กระดิกปากไม่ได้? จะมาอ้างเรื่องโชคชะตาแห่งแคว้นอย่างไร้เหตุผลนั้น ข้ามิใคร่เชื่อหรอก รีบหลีกทางไปเสียเถอะ!”รอยยิ้มของท่านกั๋วซือแปรเปลี่ยนเป็นแข็งช้าๆ นางเรียกเขาว่า “เจ้านักพรต” ตรงๆ โดยมิไว้หน้าผู้อื่นแม้แต่น้อยชาวบ้านสองข้างถนนพากันซุบซิบอย่างตื่นตระหนกหลินถิงเก็บถุงฝูไต้จนครบ ยังไม่อาจละจากต้วนหลิงไปหา “จินอันไจ้” เพื่อสอบถามเรื่องเซี่ยชิงเหอ จึงยืนชมเรื่องราวตรงหน้าต่อ และถือโอกาสศึกษาวัฒนธรรมของราชวงศ์ต้าเหยียนไปในตัวแม่ทัพหยางเหลียงอวี้เห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่หลีกทาง จึงโน้มตัวลงเล็กน้อย บังคับม้าให้ก้มศีรษะลง แต่นางยังคงมองจากเบื้องสูง “ไม่หลีกอีกหรือ?”หลินถิงเห็นท่าทางของแม่ทัพผู้นี้แล้วก็ลอบคิดว่านางช่างกล้าหาญไม่เบา ก่อนจะเบนสายตามองท่านกั๋วซือท่านกั๋วซือยังคงมิหล