ังวล” คำว่า “กั๋วซือ” ที่นางเอื้อนเอ่ยในตอนท้าย คล้ายมีร่องรอยเสียดสีเย้ยหยันปะปนอยู่หลังจากแม่ทัพหยางควบม้าผ่านไปแล้ว ก็มีหญิงสาววัยแรกแย้มผู้หนึ่งวิ่งออกจากฝูงชน โบกมือยิ้มแย้มร้องเรียก“พี่หญิง!”หลินถิงที่ยืนชมอยู่ถึงกับชะงัก น้ำเสียงของหญิงผู้นั้นฟังดูคุ้นหูยิ่ง นางนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่งจึงจำได้ เสียงนั้นคือแขกผู้มาเยือนหอหนังสือที่เคยฝากให้ตามหาบุรุษนามว่า “ฟู่ฉือ”หลินถิงมิใช่ผู้มีความสามารถจดจำเสียงเพียงได้ยินครั้งเดียว หากมิใช่ได้ยินซ้ำบ่อยครั้งก็มักจะลืมเลือนไป ทว่าความพิเศษของสุ้มเสียงนั้นช่างมีเอกลักษณ์ ฟังเพียงครั้งเดียวกลับจดจำได้ขึ้นใจ ครั้นได้ยินอีกครั้ง จึงพลันนึกออกทันทีหลังจากนางล่วงรู้ว่าจินอันไจ้คือองค์ชายแห่งราชวงศ์ก่อน จึงเริ่มระแวงว่าฟู่ฉือผู้นั้นอาจเกี่ยวข้องกับเขา สาเหตุนั้นเพราะทั้งองครักษ์เสื้อแพรและเหลียงอ๋อง ต่างเคยสืบเสาะเกี่ยวกับตัวฟู่ฉือ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้าของเรือนที่ฟู่ฉือเคยอาศัยยังพบข้อความสลักไว้ว่า “องค์ชายยังไม่ตาย” นางจึงอดสงสัยมิได้หลินถิงเคยเอ่ยถามจินอันไจ้ถึงเรื่องนี้ เขากล่าวว่าไม่รู้จักฟู่ฉือผู้นั้น แต่มั่นใจว่าย่อมมีผู้ใดบางคนส่งเขามา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีไม่น้อยที่ต้องการให้เขากอบกู้แผ่นดิน จินอันไจ้จึงมิแปลกใจเท่าใดนัก เขาเองก็เคยลงมือจัดการกับผู้มีเจตนาไม่ดี แต่ไม่อาจสืบทราบได้เลยว่า แท้จริงแล้วฟู่ฉือเป็นคนของผู้ใดกันแน่หากสตรีผู้นั้นค