กิดไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆขณะนั้น บ่าวคนหนึ่งเดินเข้ามา ก้มหน้ากระซิบที่ข้างหูต้วนซินหนิงไม่กี่ประโยค แล้วถอยออกไป หลินถิงมิได้เอ่ยถาม ต้วนซินหนิงลุกจากเก้าอี้นอน แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ท่านแม่ข้าทราบว่าเจ้ามาตั้งแต่เช้า อยากให้เจ้ากับข้าไปพบหน้าสักครู่”หลินถิงคิดในใจ วันนี้ผ่านพ้นไป เฝิงฮูหยินก็คงไม่เรียกหานางอีก ทั้งสองจึงไปยังเรือนของเฝิงฮูหยิน และที่นั่นเองหลินถิงก็ได้พบกับต้วนหลิง เขากำลังคำนับอวยพรเฝิงฮูหยินอยู่ พอเห็นหลินถิงก็ไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจ เพียงแต่กล่าวด้วยมารยาทว่า“คุณหนูเจ็ด”ในห้องของเฝิงฮูหยินมีกลิ่นหอมของธูปลอยอบอวลไปทั่ว แต่กลิ่นหอมจากตัวต้วนหลิงกลับยังคงชัดเจนเหนือกลิ่นธูป แม้หลินถิงจะยืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าว ก็ยังได้กลิ่นนั้นนางพยักหน้า “ท่านต้วน”เฝิงฮูหยินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แดง มือลูบลูกประคำด้วยแววตาอ่อนโยน“พวกเจ้าเรียกขานกันช่างห่างเหินนัก ข้าว่าข้าไม่ได้จำผิด พวกเจ้าน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัยแล้วกระมัง?”นางอยากให้ต้วนหลิงเรียกชื่อรองของหลินถิงว่าเล่ออวิ๋น และอยากให้หลินถิงเรียกชื่อรองของต้วนหลิงว่าจื่ออวี่เพื่อให้ดูสนิทสนมต้วนซินหนิงกลัวว่ามารดาจะรู้เรื่องในอดีตที่ทั้งสองเคยไม่ถูกกัน จึงรีบปล่อยมือหลินถิง เดินเข้าไปเกาะขามารดาแล้วออดอ้อนว่า “ท่านแม่ ข้าว่าพวกเขาเรียกกันอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว ท่านอย่ากังวลเลย”เฝิงฮูหยินจึงเปลี่ยนเรื่อง “เช่นนั้นก็นั่ง