งมิได้หลบเลี่ยงเซี่ยจื่อม่ออีก นางยอมมองเขา ยอมพูดคุยด้วย ยามใดไม่มีใครสังเกต ก็มักจะแอบแตะมือกันบ้างเล็กน้อย แน่นอนว่าผู้ที่แอบเอื้อมมือไปก่อนย่อมมิใช่นางผู้ขี้อาย แต่คือเซี่ยจื่อม่อผู้นั้นต่างหากหลินถิงหันหน้าหนีอย่างเงียบงัน ทว่าเมื่อหันไป ก็พบเข้ากับใบหน้าที่งามประหนึ่งสตรีของต้วนหลิงพอดี จึงเอ่ยถาม “ท่านต้วน ไม่ไปร่วมโยนห่วงหรือ?”ต้วนหลิงยิงธนูได้แม่นยำยิ่งนัก เรื่องโยนห่วงก็เช่นกัน แม่นยำชนิดที่ไม่เคยพลาดเป้า นั่นจึงทำให้เขามิรู้สึกท้าทาย“ข้าไม่ชอบเล่นโยนห่วง แล้วคุณหนูเจ็ดเล่า ไยไม่ร่วมเล่นกับผู้อื่น?”นางส่ายศีรษะ “ข้าก็ไม่ชอบ อีกทั้งเพิ่งอิ่มจากมื้ออาหาร ยังไม่อยากขยับกายเท่าไร”ประโยคหลังต่างหากคือเหตุผลแท้จริง ต้วนหลิงแย้มยิ้มบาง เดินจากไปยังสระน้ำที่อยู่ไม่ไกลเพื่อชมฝูงปลา เดิมทีหลินถิงตั้งใจจะเลี่ยงห่างจากเขา ทว่ากลับได้ยินเขาเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว“เจ้ากับคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยมีความเกี่ยวข้องอันใด?”ลมหายใจของหลินถิงสะดุด นางชะงักฝีเท้าที่ตั้งใจจะผละจากไป “คุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยหรือ?”เขาหันกลับมามอง แล้วเรียกบ่าวให้นำอาหารปลามาให้ ก่อนโบกมือไล่ให้ถอยออกไป เขาหยิบอาหารปลาโปรยลงสระอย่างอ้อยอิ่ง“ใช่แล้ว เซี่ยชิงเหอ เจ้ากับเขามีความเกี่ยวข้องอย่างไร?”หัวใจของหลินถิงเต้นโครมคราม ราวกับมีกลองใหญ่เคาะอยู่ในอก นางจ้องมองปลาที่แหวกว่ายในสระ หลีกเลี่ยงการตอบตรงๆ“เหตุใดจู่ๆ