้วน เพื่อแต่งงานกับหลิงอวี่ เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?”หลินถิงรู้สึกว่าเขากำลังเตือนนางกลายๆ ว่าอย่าไปยุ่งกับเซี่ยจื่อม่อ เลยตอบตามจริงว่า “วันนี้หลิงอวี่ก็เพิ่งเอ่ยเรื่องนี้กับข้า”ต้วนซินหนิงบังเอิญได้ยินเข้า พอใจทั้งเขินอาย ก็ก้มหน้าลงหน้าแดงเรื่อ เอื้อมมือมาจับมือหลินถิงไว้เบาๆ “พี่รองท่านกับเล่ออวิ๋นอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย หากมีผู้ใดได้ยินเข้า ข้าจะอับอายเป็นนัก”เมื่อเจ้าตัวไม่อยากพูดต่อ หลินถิงก็ไม่มีเหตุผลใดจะรื้อฟื้น กลับมานั่งกินอาหารอย่างสงบ สุภาษิตว่า “ขณะกินอย่าพูด ขณะนอนอย่าเจรจา” มิอาจใช้ได้กับงานเลี้ยงวันเกิดเช่นนี้ เพราะแขกเหรื่อต่างล้วนมีจุดมุ่งหมายแอบแฝง หลายคนหาช่องทางสร้างสัมพันธ์ มีน้อยนักที่จะกินอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ หลินถิงนับว่ายังเป็นหนึ่งในพวกที่พอจะตั้งใจอยู่บ้างที่บอกว่า “พอจะเรียกได้ว่ากินข้าว” ก็เพราะว่าสกุลต้วนเชิญโรงงิ้วมีชื่อของเมืองหลวงมาร้องรำทำเพลงในวันเกิดเฝิงฮูหยินอยู่ไม่ไกลนัก นางจึงนั่งกินข้าวพลางดูงิ้วไปด้วย หาใช่ตั้งใจลิ้มรสสำรับอย่างแท้จริงไม่ส่วนเรื่องภารกิจ ก็ขอวางไว้ก่อนชั่วคราว คิดทั้งวันก็มิใช่หนทาง ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ควรหาความสำราญตามกาล นี่จึงเป็นสัจธรรมโดยแท้หลินถิงกำลังจะยกตะเกียบคีบอาหารคำต่อไป ก็พลันได้ยินเฝิงฮูหยินเอ่ยเรียกเสียงเบา “เล่ออวิ๋น”นางเงยหน้าขึ้นมอง แขกเหรื่อที่รายล้อมอยู่ก่อนหน้านั้นต่างถูกเชิญไปแล้ว เวลานี้เหลื