และรู้จักจื่ออวี่ด้วย”หลินถิงนั่งห่าง จึงมิทันเห็นสีหน้าท่าทีของทั้งสอง ตอบกลับอย่างเคารพนอบน้อม “เจ้าค่ะ ข้าเคยมาเรือนนี้ตั้งแต่ยังเล็ก”ต้วนผู้เฒ่ามิได้ซักถามอะไรต่อ เพียงบอกให้นางนั่งรับประทานต่อไป ไม่ต้องเกรงใจ ขณะนั้นการแสดงงิ้วสิ้นสุดลงพอดี หลินถิงนั่งลงแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อโดยมิได้เงยหน้า หลังทักทายใต้เท้าต้วน นางกลับรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังพบหน้าบิดาของบุรุษที่ตนคบหาอยู่ ให้ความรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนักต้วนผู้เฒ่าเอ่ยเรียก “จื่ออวี่”ต้วนหลิงได้ยินดังนั้น จึงวางตะเกียบหยกในมือลง เงยหน้าขึ้นมองไปทางเขา แย้มยิ้มบางเบา สีหน้าสุภาพอ่อนโยน เอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ท่านพ่อ”ต้วนผู้เฒ่าถามเสียงราบเรียบ “หลายเดือนผ่านไปแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวผู้ต้องโทษแห่งสกุลเซี่ยอีกหรือ?”ทุกคนต่างรู้ว่าต้วนหลิงรับหน้าที่ตามจับผู้ต้องโทษแห่งสกุลเซี่ย จึงไม่ใช่เรื่องต้องปิดบัง อีกทั้งเขาก็เพียงถามว่ามีเบาะแสหรือไม่ มิได้ถามลงลึกถึงรายละเอียดหลินถิงชะงัก ไม่กล้าคีบข้าวต่อ คนที่ว่าคงหมายถึงคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ย -เซี่ยชิงเหอ- กระมัง? นางตั้งใจเงี่ยหูฟัง“ยังไม่มีข่าวคราวขอรับ” ต้วนหลิงตอบ พลางปรายตามองหลินถิงที่ชะงักมือไปในทันทีเมื่อได้ยินชื่อเซี่ยชิงเหอในบทสนทนา เขาอดคิดไม่ได้ว่านางช่างใส่ใจข่าวคราวชายผู้นั้นนัก เพียงได้ยินชื่อก็เลิกกินข้าวเสียแล้วต้วนผู้เฒ่าจ้องเขาอย่างกดดัน แววตาคมกล้า “แต่ก่อนมีแต่เจ้าที่คลี