น!”เสียงเด็กหญิงวัยห้าขวบฟังดูนุ่มนวล นางยังเจตนาแต่งเสียงให้อ่อนโยนยิ่งขึ้นด้วย เด็กชายในศาลาดูเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นนาง เขาวางหนังสือลง แววตาอ่อนโยนแต่แฝงความห่างเหินที่จับต้องไม่ได้“น้องหลินเจ็ด”หลินถิงเดินเข้าไปในศาลา กล่าวอย่างเสแสร้ง “ขอให้ท่านพี่รองต้วนโปรดอย่าโศกเศร้า”นางเกลียดทั้งต้วนซินหนิง และเกลียดต้วนหลิงผู้เปรียบเสมือนพี่ชายผู้เพียบพร้อมของนาง เด็กหญิงคิดอย่างไร้เดียงสาว่า ขอให้พวกเขาจมอยู่กับความเศร้าไปตลอดเถิด อย่าได้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกเลย แต่ภายนอกกลับยังแสร้งเป็นห่วงใย “ท่านแม่ของข้าบอกไว้ว่า คนตายไม่อาจฟื้น คนเป็นต้องดูแลตนเองให้ดี”ต้วนหลิงเงยหน้าขึ้นสบตานาง เขาไม่รู้จักคำว่าโศกเศร้า เพราะในใจเขามิได้รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย แม้ผู้ตายจะเป็นพี่ชายแท้ๆ ของตน เขาก็มิได้รู้สึกต่างจากวันอื่นเขาฟังหลินถิงพูด แล้วกวาดตามองมือของนางที่เพิ่งบดกลีบดอกไม้อย่างแรง ก่อนจะมองหน้านางที่ทำท่าสนอกสนใจ นางผิวขาวอมชมพู ผมถักเปียยาวผูกด้วยผ้าผูกผม ไม่มีเครื่องประดับสีฉูดฉาด เพราะเกรงใจจวนต้วนที่เพิ่งมีงานศพต้วนหลิงละสายตา “น้องหลินเจ็ดมาดูแลน้องซินหนิงหรือ?”หลินถิงพยักหน้า กล่าวพร้อมน้ำตาไหลพราก “น้องซินหนิงรู้ข่าวท่านพี่ใหญ่……ก็เสียใจมาก ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ข้าจึงมาอยู่เป็นเพื่อน วันนี้เพิ่งกินขนมไปชิ้นหนึ่ง แล้วก็หลับได้เสียที”นางร้องไห้ดูน่าสงสาร ราวกับไม่ใช่คนที่เมื่อครู่ยังมีแววเกลีย