ที่มือของนางเอื้อมไปหยิบเหย้า ปลายนิ้วก็พลันแตะต้องปลายนิ้วของต้วนหลิงโดยมิได้ตั้งใจ – จากมุมมองด้านบน มันช่างดูคล้ายกับนางจะโอบล้อมความเย็นเยียบของเขาไว้ในอุ้งมืออันอบอุ่นต้วนหลิงขยับขนตาเบาๆ แล้วผละมือหลบ ปลายนิ้วของทั้งสองแยกจากกันในทันที เหลือไว้เพียงอุณหภูมิและลมหายใจที่ติดปลายนิ้วของกันและกันต้วนหลิงวางเหย้าลง จ้องตาหลินถิงตรงๆ “ไม่จำเป็นหรอก เจ้ากับคุณชายจินถือเป็นแขก ข้ารินให้เองจึงจะสมควร”หลินถิงสังเกตว่าเวลาต้วนหลิงพูด เขาชอบจ้องตาคนอยู่เสมอ – นี่เป็นเพราะมารยาท? หรือเพราะเขามีรสนิยมสะสม…นัยน์ตาคน?นางรีบขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนกลับไปนั่งที่ ไม่แย่งหน้าที่รินสุราต่ออีก จินอันไจ้ยกถ้วยขึ้น ดื่มจนหมดในคำเดียว โดยไม่หวั่นว่าสุราจะถูกวางยา ต้วนหลิงก็ยกดื่มตาม สายตาเหลือบไปเห็นดอกไม้บนโต๊ะน้ำชา คล้ายจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเผลอเม้มริมฝีปากแน่นเขาลูบข้อมือตนเองเบาๆ ซึ่งกำลังมีแผลตกสะเก็ดคันๆ แล้วเอ่ยถามอย่างไม่แสดงพิรุธใด “คุณชายจินเป็นชาวซูโจวหรือ?”จินอันไจ้ตอบอย่างสุขุม “ไม่ใช่ ข้าแค่เคยพำนักอยู่ที่นั่นหลายปี”ต้วนหลิงคล้ายจะเชื่อจริง “ไม่แปลก ข้าได้ยินสำเนียงของท่านคล้ายคนซูโจวอยู่บ้าง คงติดมาจากตอนที่พำนักอยู่”“เหตุใดท่านจึงถามเรื่องซูโจวขึ้นมา?”ต้วนหลิงเติมสุราให้เขาอีก แล้วกล่าวเรียบๆ “ข้าเพิ่งกลับจากซูโจว พอได้พูดคุยกับชาวเมืองหลายคนก็รู้สึกว่าท่านคล้ายพวกเขาอยู่ไม่น้อย จ