งสือ เห็นจินอันไจ้กำลังขะมักเขม้นปัดฝุ่นอยู่ภายใน แม้ไม่มีผู้ใดอยู่รอบกาย เขาก็ยังสวมหน้ากากดังเดิม มิหวั่นแม้ฤดูร้อนจะร้อนเพียงใดจนต้องสุมไอจนเกิดผดผื่นหลินถิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปปลดหน้ากากของเขาออก เบื้องหลังหน้ากากคือใบหน้าของบุรุษหนุ่มผู้สง่างาม ทว่าเพราะอยู่ในร่มเงามานาน ผิวจึงขาวซีดดุจหิมะ ใบหน้าคมคายแฝงความเย็นชา ดวงตาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายโลก ทำให้ดูเข้าถึงยากเพียงจุดเดียวที่อาจเรียกว่า “ตำหนิ” – คือแผลเป็นยาวเท่านิ้วหนึ่งบนแก้มขวา แม้สีจะจางลงไปมากแล้ว แต่หากเพ่งดูใกล้ๆ ก็ยังเห็นได้ชัดครั้งหนึ่งหลินถิงเคยถามเขาว่าใช่เพราะแผลนี้หรือไม่ จึงต้องสวมหน้ากาก หากใช่ นางสามารถใช้เครื่องสำอางปกปิดให้ได้ รับประกันว่าไม่มีใครมองออกแน่นอน แต่จินอันไจ้ปฏิเสธ บอกเพียงว่า……เขาไม่อยากให้ผู้ใดเห็นหน้าจริงก็เท่านั้นหลินถิงยกหน้ากากขึ้นลองกะน้ำหนัก ดูออกว่าหนักกว่าของนางเองที่เป็นแบบเดียวกันหลายส่วน จินอันไจ้เหลือบมองนางอย่างเย็นชา ก่อนจะยื่นมือมาแย่งหน้ากากคืน “อยากตายหรือ”“ข้าก็แค่กลัวเจ้าจะร้อนเกินไปจนเป็นผดผื่น” นางหลบฉากอย่างคล่องแคล่ว แล้วนั่งลงบนบันไดไม้ที่ใช้หยิบหนังสือ ยังคงถือหน้ากากอยู่ในมือ “วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้า”“เรื่องสำคัญหรือ?”หลินถิงวางหน้ากากไว้ข้างตัว หยิบไม้ขนไก่มาปัดฝุ่นชั้นบนของชั้นหนังสือ “ต้วนหลิงบอกว่าเขาอยากพบเจ้า”จินอันไจ้เงยหน้ามองหลินถิงท