แต่แม่นางเพิ่งบอกเองว่ามันน่าจะมีค่าถึงห้าตำลึงไม่ใช่หรือ?”หลินถิงยกถุงเงินที่แบนราบขึ้นมาปิดบังไว้ “ข้าบอกว่ามันอาจจะมีค่าสูงสุดห้าตำลึง ข้ามิได้บอกว่ามันมีค่าถึงห้าตำลึงเสียเมื่อไร? แล้วท่านเล่า เมื่อครู่ยังกล้าบอกว่ามันมีค่าถึงยี่สิบตำลึง เจตนาหลอกเอาเงินข้า ข้าไม่ถือโทษกับท่านก็นับว่าดีมากแล้ว ท่านยังจะเอาอะไรอีก?”นางไม่มีทีท่าจะยอมง่ายๆ ความจริงแล้วชุดน้ำชานั้นเถ้าแก่ซื้อมาแค่สองตำลึงกว่าๆ แม้จะได้แค่สามตำลึงก็ยังไม่ขาดทุน แต่เขาก็ยังเสแสร้งว่าเสียหาย: “สามตำลึงมันก็น้อยไปหน่อย… แต่แม่นางช่างถูกชะตาข้ายิ่งนัก เอาเถอะ ข้ายอมก็แล้วกัน”ถูกชะตางั้นหรือ? เมื่อตะกี้ยังคิดจะโก่งราคากับนางอยู่นี่นา หลินถิงหาได้เชื่อคำประจบของเขาไม่ แม้ใจจะปวดราวถูกมีดกรีด แต่นางก็ยอมจ่ายสามตำลึง จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าต้วนหลิงยังคงอยู่ในห้องรับรองชั้นบน หากเขาเห็นว่านางเพิ่งจูบเขาเสร็จแล้วยังมาเถียงเรื่องค่าชดใช้เช่นนี้ มันจะน่าอายเพียงใดเมื่อนึกถึงตรงนี้ หลินถิงก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นสอง รีบเก็บถุงเงินแล้วเดินจากไปทันที วันนี้นางไม่ได้มาหอหนานซานด้วยรถม้าจากจวนหลิน เพราะมาก็ด้วยใจที่คิดว่าอาจไม่รอดกลับไป จึงต้องเดินกลับเองออกจากหอหนานซานมาได้ไม่ไกล ก็ชนเข้ากับจินอันไจ้ผู้นั้น เขานี่ก็ว่างนักหรืออย่างไร ไม่รับงาน แถมยังเดินเพ่นพ่านไปมาอีก? แต่หลินถิงเวลานี้ไม่มีอารมณ์จะทักทายเขา ริมฝีปากของนางยังแดงอย