งโผกอดต้วนหลิง แล้วยังแสร้งผลักเขาออกด้วยท่าที “เขินอาย”หลี่ซื่อเมื่อเห็นว่าทั้งสอง “มีใจให้กัน” ก็พลอยดีใจไปด้วย เพราะธรรมเนียมในแคว้นต้าเหยียนยังถือว่าเปิดกว้างการกอดเช่นนี้นับว่าไม่เป็นไร อีกทั้งนางก็เชื่อว่าทั้งคู่ย่อมแต่งงานกันในภายภาคหน้า การกอดกันล่วงหน้าก็ไม่เห็นแปลกอันใดทว่าสิ่งที่นางกังวลคือ หากเฝิงฮูหยินเห็นเหตุการณ์นี้เข้า อาจเข้าใจว่าหลินถิงเป็นหญิงไร้มารยาท และพาลไม่ชอบใจ หากเป็นเช่นนั้น งานแต่งนี้ย่อมล่มหลี่ซื่อไตร่ตรองแล้วกล่าวว่า “เล่ออวิ๋นก็เกินไป ต่อให้รักใคร่กันมากเพียงใด ก็ไม่ควรกระทำการล่วงเกินต่อหน้าพระพุทธเจ้า นี่มันเสื่อมเสียมารยาทนัก”เฝิงฮูหยินบิดลูกประคำในมือเบาๆ เอ่ยเสียงราบเรียบ “พระพุทธเจ้าทรงเมตตา ย่อมไม่ถือโทษ”“ไม่ได้ ข้าต้องไปบอกนางให้รู้จักกาลเทศะ” หลี่ซื่อยังคงเล่นละคร กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล “ทั้งสองยังมิได้หมั้นหมายกันเลยนะเจ้าคะ”เฝิงฮูหยินยื่นมือออกคว้ามือนาง ยิ้มอย่างสง่างาม “ใจมีใจ ยากจะห้าม เล่ออวิ๋นกระทำเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่แท้จริง ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะเลือกฤกษ์ดี หมั้นหมายให้ทั้งสองเสียที”โดยทั่วไป เมื่อครอบครัวทั้งสองฝ่ายพบหน้ากันแล้ว หากพอใจก็ย่อมพูดคุยเรื่องหมั้นหมายต่อไป ทว่าหลังจากพบกันที่หอหนานซานในคราวก่อน เฝิงฮูหยินยังรู้สึกลังเลอยู่บ้าง จึงยังมิได้กล่าวถึงเรื่องหมั้นหมาย ทว่าการมาเยือนในวันนี้ ทำให้นางหมดสิ้นความ