ถึงตอนนี้จะปิดบังต่อไปก็คงไม่ได้แล้ว หลินถิงหันกลับไปมองต้วนหลิง เขายืนอยู่ด้านหลังนาง ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ทำให้แขนที่ยกขึ้นสามารถยื่นข้ามไหล่นางไปจับขอบหน้าต่างไว้ได้ ท่วงท่านั้นราวกับโอบร่างนางไว้ทั้งตัวจมูกของนางกระตุกเบาๆ ได้กลิ่นหอมโชยมา แม้ต้วนหลิงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แต่ยังคงมีกลิ่นสุราอวลติดอยู่และเมื่อผสมกับกลิ่นจันทน์หอมที่เป็นกลิ่นประจำกายของเขา ก็กลับยิ่งหอมกำซาบ-แฝงกลิ่นแป้งหอมบางเบาของนางที่น่าจะติดไปตอนจูบเขาสายตาของหลินถิงเลื่อนไปยังริมฝีปากของเขา ย้อมสีชาดไว้จางๆ ราวกับเครื่องสำอางที่ถูกลบออกแล้วจนหมดแต่กลับยังคงความแดงระเรื่อ งามล้ำกว่าผู้ใดที่แต่งหน้าจัดเสียอีก ดวงตาของเขาที่ก้มต่ำมามอง ยามนี้ช่างเย้ายวนยิ่งกว่าตะขอเกี่ยววิญญาณนางชะงักไปเล็กน้อย รีบเบนสายตาหลบ แผ่นหลังแนบชิดกับหน้าต่าง มือทั้งสองยกขึ้นถอดผ้าคลุมหน้า“ท่านต้วน……ท่านจำข้าได้อย่างไรหรือ?”ต้วนหลิงมองนางถอดผ้าคลุมหน้าออก ใบหน้าของนางค่อยๆ เผยสู่สายตาผู้อื่น ไม่เหมือนแต่ก่อนที่แต่งหน้าอ่อนๆ ยามนี้แต่งหนาในคราบนางรำ งามดุดันคมกริบ คิ้วเขียนอย่างพอเหมาะพอดี ราวกับขนนกเขียวหยก หน้าผากประดับกระดุมทองรูปดอกเหมยแดงงามระเรื่อ ผิวที่ทาแป้งแล้วขาวเนียนตัดกับสีชาดแต้มแก้มยิ่งขับให้ดูมีเลือดฝาดส่วนริมฝีปากที่เคยทาชาดจัดนั้นกลับเลือนลง เหลือเพียงสีแดงธรรมชาติ แต่กลับดูน่าดึงดูดยิ่งกว่าเดิม ต้วนหลิงรู้สึกว่าระยะห่างข