สริมการแสดง แต่ทำไม่สำเร็จ จึงได้แต่แสร้งให้เสียงสั่นเครือ“เหลียงอ๋องทรงเอ่ยปากว่า หากบ่าวมิสามารถมอบสุราให้ท่านได้สำเร็จก็จะถูกประหาร บ่าวจึงไม่อาจปฏิเสธคำสั่งนั้นเจ้าค่ะ”ต้วนหลิงคลายม่านเตียง รวบผมยาวอย่างไม่รีบร้อน เอ่ยเสียงราบเรียบ “ดังนั้น?”“ดังนั้นบ่าวจึงต้องรวบรวมความกล้า ล่วงเกินท่านไป ขอท่านรองผู้บัญชาการอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเลยเจ้าค่ะ”หลินถิงหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า “ใช้ปาก” เพราะเกรงว่าจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงเขาจัดทรงผมเสร็จเรียบร้อยแต่ยังไม่หยิบหมวกขึ้นสวม กลับหยิบปลอกรัดข้อมือมาใส่ก่อน รัดสายด้วยมือข้างเดียว พลางกล่าวเสียงนุ่ม “เจ้าคิดว่าข้าจะฆ่าเจ้าเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?”หลินถิงรีบยกย่องเขา “ท่านรองผู้บัญชาการย่อมมิใช่บุคคลใจคับแคบเจ้าค่ะ”ต้วนหลิงยกมุมปากยิ้มบาง สายตาเปล่งประกายขำขัน“เจ้ารู้จักข้าดีถึงเพียงนี้ แล้วไยมั่นใจนักว่าข้ามิใช่คนเช่นนั้น?”“เป็นสัญชาตญาณเจ้าค่ะ”เขาเพ่งพินิจนางอย่างใจเย็น เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ที่จริง เรื่องนี้มิใช่ความผิดของเจ้าแต่ประการใด ก็ในเมื่อเป็นพระบัญชาของเหลียงอ๋อง เจ้าเป็นเพียงนางรำตัวเล็กๆ ไหนเลยจะกล้าขัดขืนได้”หลินถิงก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ ไม่กล้าสบตาเขา หวั่นว่าความรู้สึกจะเผยออกจากดวงตา“ท่านรองผู้บัญชาการมีเมตตานักเจ้าค่ะ”ต้วนหลิงหยิบหมวกขึ้นมา น้ำเสียงเปลี่ยนไป “เจ้าเป็นนางรำจากที่ใด?”“โรงเต้นรำหออันเซียงเจ้าค่ะ”“หออันเซียงอยู่ท