เงียบขรึม ครุ่นคิดอยู่ว่าจะได้กลับเมื่อใดกันแน่ตลอดช่วงเวลานั้น มีเพียงเฝิงฮูหยินกับหลี่ซื่อที่พูดคุยกันเป็นหลัก ต้วนหลิงเอ่ยเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เสียมารยาทเห็นท่าทางจะกลับไม่ได้ในเร็ววัน หลินถิงก็เริ่มหันมาจดจ่อกับของว่างบนโต๊ะ แต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรส หลี่ซื่อก็ชิงพูดขึ้นก่อน “เล่ออวิ๋นของข้าชอบอ่านหนังสือมากเจ้าค่ะ”เฝิงฮูหยินยกถ้วยชาแนบปาก จิบเบาๆ พอได้ยินก็นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้มเอ่ย “เช่นเดียวกับจื่ออวี่ ก่อนเข้าองครักษ์เสื้อแพรก็มักจะชอบขลุกตัวอยู่ในห้องอ่านหนังสือ แล้วเล่ออวิ๋นชอบอ่านหนังสือแนวใดหรือ?”ขณะนั้นต้วนหลิงเงยหน้าขึ้น สายตาคล้ายทะลุฉากกั้นมาหยุดอยู่บนใบหน้าของหลินถิง“ข้าชอบอ่าน…” หลินถิงเพิ่งพูดได้เพียงคำว่า “นิยาย” หลี่ซื่อก็กระวีกระวาดหยิบองุ่นป้อนเข้าปาก แล้วตอบแทนทันที“นางมักอ่านหนังสือหญิงสี่ประการ กับพงศาวดารเจ้าค่ะ”ต้วนหลิงยิ้มเล็กน้อย เอ่ยถาม “คุณหนูเจ็ดชอบพงศาวดารเล่มใดบ้างหรือ?”หลี่ซื่อไม่ค่อยเห็นต้วนหลิงสนใจหลินถิงเช่นนี้มาก่อน รีบส่งสัญญาณด้วยสายตาแรงกล้า บอกบุตรสาวว่า “ถ้าเจ้ากล้าพูดอะไรแผลงๆ ข้าไม่ละเว้นแน่!”หลินถิง “……”ข้าเป็นแค่คนธรรมดาที่ชอบนิยายเนื้อหาผู้ใหญ่เร่าร้อนไร้คุณธรรม วิชาประวัติศาสตร์ตอนมัธยมก็แทบไม่ได้อ่านเลย ข้าเป็นสายวิทย์ด้วยซ้ำ…นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาตรงๆ “แท้จริงแล้ว ข้ามิชอบพงศาวดารเท่าไร ข้าชอบอ่านนิยายเล่าเรื่อง”หล