แผ่วเบา พู่แดงที่ห้อยอยู่ปลายสายสั่นระรัว มือเรียวยาวข้างหนึ่งผลักประตูออก แสงแดดอ่อนสาดเข้ามาทางด้านหลังหลินถิงซึ่งกำลังนั่งรออย่างเบื่อหน่าย ใช้ไม้ปัดฝุ่นปัดฝุ่นตามชั้นหนังสือ พอได้ยินเสียงกระดิ่งลมก็ดึงสายตาขึ้นมองพอมองชัด นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพียงเห็นร่างหนึ่งในชุดดำ ใบหน้าซ่อนอยู่หลังหน้ากากที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น ผมหางม้าสูงยาวถึงเอว ข้างเอวห้อยขลุ่ยหยิน มือข้างหนึ่งถือดาบเหล็กสีดำ ท่วงท่าราวน้ำแข็งพันปีนางโยนไม้ปัดฝุ่นในมือลง วิ่งไปหาเขาด้วยความยินดี“จินอันไจ้! เจ้ากลับมาแล้ว!”จินอันไจ้ตอบเสียงเรียบ “อืม”หลินถิงยัดไม้ปัดฝุ่นใส่มือข้างที่เขาไม่ได้ถือดาบไว้ “หอหนังสือฝุ่นหนาเต็มไปหมด เจ้าว่างก็ช่วยกวาดหน่อย…ไม่ใช่เจ้าบอกว่าจะกลับอีกทีครึ่งเดือนหน้า แล้วกลับมาก่อนตั้งหลายวันได้อย่างไร?”เขาตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “จัดการธุระเสร็จก็กลับมาก่อนเวลา”“เจ้าทำได้เร็วดีนี่”หลินถิงเล่าเรื่องที่ลูกค้ายังไม่มาถึงหอหนังสือให้เขาฟัง “เจ้าว่าลูกค้าคนนั้นจะผิดสัญญา ไม่มาติดต่อแล้วหรือเปล่า?”เงินหนึ่งร้อยตำลึงจะต้องสูญเปล่าหรือ?จินอันไจ้ปิดประตู เสียงกระดิ่งลมดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ สงบลง เขาหยิบไม้ปัดฝุ่นขึ้นมา เริ่มกวาดฝุ่นบนชั้นหนังสืออย่างเงียบงัน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ข้าจะสืบให้รู้แน่ชัด”หลินถิงที่ชินกับท่าทางเฉยชาของเขาแล้ว ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกแล้วเอนตัวพิงเอกเ