ะยังมีคุกลับอันโหดเหี้ยมที่กินคนโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูกนางร้อนรน จึงดึงชายแขนของหลินถิงเบาๆ “คุณหนูเจ้าคะ…”หลินถิงเอื้อมมือมาจับมือนางเบาๆ อย่างปลอบโยน “ไม่เป็นไรหรอก เจ้ากลับไปเถิด แล้วบอกโรงครัวให้เตรียมไก่ย่างที่ข้าชอบกินไว้ตอนเย็น”คำพูดนี้มีความหมายว่าเย็นนี้นางจะกลับจวนหลินเพื่อร่วมกินอาหารเย็น – ไม่ได้ถูกกักตัวอยู่ในกองกำกับการเหนือ เถาจูจับน้ำเสียงในถ้อยคำนั้นได้ก็จริง แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้เถาจูรวบรวมความกล้า ถามออกไปว่า “ใต้เท้าต้วน เหตุใดคุณหนูของข้าต้องไปกองกำกับการเหนือกันเล่า?”ต้วนหลิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ข้ามีเรื่องอยากขอให้คุณหนูเจ็ดช่วย หากคุณหนูไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไร”หลินถิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “เต็มใจสิ ท่านอย่าลืมว่าผู้ใดย่อมมีใจช่วยเหลือผู้อื่น ก็ย่อมมีสุข” จากนั้นก็หันไปปลอบเถาจูอีกครั้ง “อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่ได้ก่อคดีอาญาอะไรหรอก อย่าคิดฟุ้งซ่านให้ตัวเองสั่นไปหมด กลับไปเถอะ”เมื่อถึงขนาดนี้ เถาจูจึงจำต้องยอมตามนั้น อีกฝ่ายก็ดูไม่เหมือนถูกบีบบังคับอะไรหลังจากที่เถาจูขึ้นรถม้าของจวนหลินแล้ว หลินถิงจึงหันไปถามต้วนหลิงทันที “ใต้เท้าต้วน จะให้ข้าไปกองกำกับการเหนือทำอะไรหรือ?”นางไม่รู้ว่าเขาจะพาไปทำอะไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นฝ่ายมาหานางก่อนด้วยตนเอง ด้วยความสงสัยจึงตอบตกลงไปก่อน แต่ไม่ได้ถามตอนนั้น ไม่ได้แปลว่าจะไม่ถามตอนนี้ต้วนหลิงยิ้มบาง “เจ้ามิได้บอกข้าว่าจดจำเสียงข