วาดเงินได้ไม่รู้เท่าไหร่!”“เช่นนั้นหรือ?” หลินถิงตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ“แม่นางมาผู้เดียวหรือ?”“อืมชายหนุ่มยิ่งได้ใจ รีบกล่าวต่อว่า “นางผู้นี้เลื่องชื่อไปทั่วเมืองหลวง ปกติไม่ค่อยร่วมขบวน วันนี้นับว่าเป็นโชคยิ่งนัก หลายคนถึงกับทุ่มทรัพย์มหาศาลเพียงเพื่อได้เห็นรอยยิ้มจากนาง”“อย่างนั้นเอง……” หลินถิงยังตอบรับอย่างสุภาพ แม้ในใจจะไม่ได้ใส่ใจนักชายหนุ่มพูดต่อ “ว่าไปก็น่าแปลก ขบวนนี้ควรจัดปลายเดือน ทำไมมาจัดกลางเดือนเช่นนี้?”หลินถิงฟังผ่านหูไป ไม่ได้สนใจคำพูดเขามากนัก สายตายังจับจ้องไปที่เกี้ยว ครู่หนึ่งถัดมา บุรุษหน้าตาหล่อเหลาอีกคนเดินขึ้นเกี้ยว บุคลิกงามสง่าไม่แพ้นางคณิกาอันดับหนึ่ง เขาเดินตรงไปหานางแล้วก้มตัวลง จ้องมองนางด้วยสายตาอ่อนหวาน จากนั้นอ้าปากงับดอกไม้ที่อยู่ในมือของนางเสียงฝูงชนเบื้องล่างบังเกิดเสียงฮือฮาดังกระหึ่ม ทั้งปรบมือและร้องเชียร์ไม่ขาดสาย บุรุษมิได้สนใจใดๆ ยังคงไล้ปลายลิ้นไปตามก้านดอกไม้ จนแตะถึงกลีบบุปผาอันงามสะพรั่ง แต่กลับไม่กัดลง เขาเฝ้าจ้องนางคณิกาอันดับหนึ่งอย่างไม่วางตาบนอาคารสูงสองข้างทางล้วนมีบรรดาเจ้านายผู้มั่งคั่งนั่งชมความรื่นรมย์ พวกเขาสั่งบ่าวไพร่โปรยเงินจากหน้าต่างลงมาบนเกี้ยว นางคณิกาอันดับหนึ่งยิ้มพลางปรายตามองกองเงินนั้น มือบางแตะที่ลูกกระเดือกของบุรุษประหนึ่งเป็นสัญญาณของทั้งคู่ ชายผู้นั้นโน้มกายลงอีกจวนติดพื้น ริมฝีปากที่แต้มชาดแดงแตะลงบนหลังมือของนาง