ับไปที่เดิมอย่างเงียบเชียบต้วนหลิงจึงละมือจากด้ามดาบหลินถิงกลับไปนั่งลงแล้วก็ยังมีอารมณ์กินขนมอีกชิ้น หาได้รู้ไม่ว่า หากเมื่อครู่นางก้าวมาอีกก้าวเดียว คนที่มีนิสัยระแวดระวังอย่างต้วนหลิงคงลงมือกับนางไปแล้ว นางจึงหลุดพ้นเคราะห์ร้ายมาได้อย่างหวุดหวิดหลินถิงรู้สึกว่าตนเองแอบทำท่ากอดแปลกๆ ใส่ต้วนหลิง เหมือนพวกโรคจิตที่ลอบมองความงามของชายหนุ่มทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกนางกระแอมเล็กน้อยพลางถาม “ท่านต้วน ท่านเชื่อสิ่งที่ข้าเล่าหรือไม่?”“ข้าเชื่อ”“เหตุใดจึงเชื่อเจ้าคะ?”“เพราะคุณหนูเจ็ดไม่มีเหตุผลต้องหลอกข้า ข้าย่อมเชื่อในสิ่งที่เจ้ากล่าว” ต้วนหลิงเลิกมองกระดิ่ง หันกลับมาสบตาหลินถิง ยิ้มบาง “ขอบใจเจ้าที่บอก ข้าจะส่งคนไปสืบ”หลินถิงเบือนหน้าหลบสายตาเขาอย่างไว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น “ข้าช่วยท่านได้นะเจ้าคะ!”“เจ้าจะช่วยข้า?”โรงงิ้วจบการแสดงลงชั่วครู่ ในห้องรับรองก็มีเพียงเสียงสนทนาของคนทั้งสองเท่านั้นหลินถิงเอ่ยขึ้นว่า “แม้ข้าจะมิได้เห็นหน้าพวกมัน แต่กลับจดจำเสียงของพวกมันได้ ข้าสามารถช่วยท่านหาตัวคนเหล่านั้น”นางเกรงว่าต้วนหลิงจะเข้าใจผิด คิดว่านางดูแคลนฝีมือของเขาในฐานะขุนนางกองกำลังองครักษ์เสื้อแพร จึงรีบเสริมอีกประโยค “ข้าไม่ได้หมายความว่าท่านรับมือพวกมันมิได้ เพียงแต่ศัตรูที่เปิดหน้าโจมตีนั้นยังพอหลบเลี่ยงได้ ทว่าศัตรูที่ซ่อนเร้นนั้นเล่ากลับน่าหวั่นใจยิ่งนัก”เมื่อกล่าวจบร