เพียงแต่ว่าในยามนี้ ความวุ่นวายตรงหน้าทำให้หลินถิงไม่มีเวลาครุ่นคิดถึงภารกิจที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน ริมฝีปากของต้วนหลิงขยับเล็กน้อย มิได้ปฏิเสธว่าหลินถิงเป็นน้องสาวของเขา ทว่าก็มิได้ยอมรับออกมาตรงๆ สีหน้ายังคงอ่อนโยนเช่นเคย คล้ายลังเลใจ แต่แล้วในวินาทีถัดมา เขาก็เหวี่ยงดาบซิ่วซุนเตาออกไปดาบซิ่วซุนเตาวาดผ่านอากาศเป็นแสงเยือกเย็น ลมจากคมมีดสะบัดเส้นผมยาวเบื้องหน้าของหลินถิง นางเอียงศีรษะหลบไปโดยสัญชาตญาณ ผู้คนด้านหลังรีบหลบตามไปอย่างฉุกละหุกทันใดนั้นเอง ต้วนหลิงคว้าธนูจากมือผู้ติดตาม ขึ้นสายดึงธนูเต็มแรง ลูกศรเย็นพุ่งออกไปด้วยเสียงแหวกอากาศ“ฟิ้ว-” อย่างไร้ปรานี เจาะผ่านตุ้มหูรูปพระจันทร์เสี้ยวใต้ใบหูของหลินถิง ตรงเข้าสู่หัวไหล่ของบุรุษผู้ถือมีดหัวลูกศรเหล็กฝังลึกเข้าเนื้อกระดูก ชายผู้นั้นร้องอู้อี้ออกมา มือที่จับตัวนางไว้คลายแรงลงโดยไม่รู้ตัว หลินถิงไม่รอให้ใครมาช่วย ตัดสินใจใช้จังหวะเหมาะ ยกข้อศอกกระแทกไปด้านหลัง กระแทกเขาจนหลุดออก แล้วกระโดดลงจากบันได นางคำนวณไว้แล้ว ความสูงแค่นี้ อย่างมากก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ชีวิตสำคัญกว่า“ตราบใดที่ภูเขาเขียวยังอยู่ ไยต้องกลัวไม่มีฟืนใช้”ขณะนี้หอหนานซานกลายเป็นความวุ่นวาย โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด โชคดีที่หลินถิงตกลงบนพรมที่ใช้ตกแต่งร้านนางกลิ้งไปหลายตลบแต่ไม่บาดเจ็บอะไรนักหลินถิงลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กระโปรงสีชมพูระเรื่อพลันสะท้อนเข้าดวงตา