้านั่น….”“ไม่ต้องกลัว พวกเขากำลังวิ่งตามทางค่ายกลปกติ แต่มิใช่ทางที่เรากำลังเดินอยู่ ทางของพวกเขากับเราเป็นทางคู่กันแต่ไม่บรรจบกัน”“จะไม่เจอพวกเราล่ะหรือ?”“อาจจะมองเห็นบางช่วงที่ต้นไม้บริเวณนั้นน้อยหน่อยแต่ข้ามมาหาเราไม่ถึงแน่นอน” น ้าเสียงและสีหน้าของเซียนหย่งไถดูมั่นใจยิ่งนักทันใดนั้นเสียงนักฆ่ากลุ่มนั้นก็ดังขึ้น“พวกเขาอยู่นั่น!”ช่วงที่พวกเขากำลังจะเดินผ่านมีเพียงพุ่มไม้เตี้ยอยู่กลุ่มหนึ่งทำให้แสงจาก คบไฟสะดุดตาคนที่กำลังไล่ล่า“หมอบเร็ว!” เซียนหย่งไถรีบโยนคบไฟทิ้งไปข้างทางแล้วหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาตบรัวๆ เพื่อดับแสงไฟ เสียงธนูดังฟิ้วฟ้าวอยู่เหนือศีรษะ“ไหนเจ้าว่าพวกเขาจับเราไม่ได้ไงเล่า?” จินวั่งซู่ส่งเสียงแสดงความหงุดหงิด“ข้าพูดถูกแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขายิงเราไม่ได้นี่?” เจ้าของค่ายกลรีบดึงแขนจินวั่งซู่ให้เดินตามตนมา “ตามมาทางนี้” เขาจุดพู่ไฟอันเล็กๆ นำทางคุณชายจินหันไปดึงแขนเติ้งเฉินฟู่ที่หมอบอยู่ข้างหลังให้ตามไป“ถ้าพวกเจ้าจะหมอบก็ให้นึกถึงใจข้าบ้าง ข้าก้มยากมันติดท้องไม่รู้หรือไร?” เซียนเจียวเหม่ยตัวปลอมน ้าเสียงกราดเกรี้ยว เมื่อกี้เขารู้สึกมีความร้อนวิ่งผ่านข้างหู คาดว่าลูกธนูคงผ่านไปอย่างเฉียดฉิวเซียนหย่งไถได้ยินก็ตกใจรีบบอกให้จินวั่งซู่ไปเดินรั้งท้ายแล้วดึงเอาพี่สาวท้องแก่ของตนมายืนข้างหลัง “พี่เหม่ยเอ๋อร์ท่านมาหลบข้างหลังข้าดีกว่า”“อืม…สมควรเป็นเช่นนั้น” เติ้งเฉินฟู่ยิ้มหัวอย