ชินอ๋องกับอ๋องเก้าเร่งรีบเดินทางกลับเมืองหมิงเพื่อกราบทูลถึงภัยที่เข้ามา ใกล้ตัว “ฝ่าบาท พวกมันย้ายสำนักมาอยู่แคว้นของเราแล้วพะยะค่ะ”“เจ้าให้คนออกค้นหาหรือยัง?”“สั่งการแล้ว พะยะค่ะ”“ดี! ในเมื่อมาอยู่ที่นี่จะได้ขจัดได้หมดสิ้น ว่าแต่ทำเช่นใดจึงจะสืบหาตัวประมุขของพวกมันได้?”“เพราะปกปิดใบหน้ามิดชิด มีเพียงเจียงเผิงเผิงที่เคยเห็นและดูท่าทางคน ผู้นั้นออก”“หากปกปิดใบหน้าแสดงว่าประมุขสำนักมืออสูรคงต้องเป็นผู้ที่อยู่ในที่แจ้ง”“หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น”“เริ่มจากการติดตามสืบในคนราชวงศ์ก่อนก็แล้วกัน แต่เรื่องนี้พวกเราจะทำโดยเปิดเผยมิได้” หมิงเฟยหลงทรงผินพระพักตร์ไปทางหงซือซือที่นั่งอมยิ้มฟังอยู่“เรื่องนี้ให้สำนักคุ้มภัยหงส์ไฟตามสืบเถิดเพคะ”“เช่นนั้นก็ให้หงอี้เทียนเป็นผู้รับผิดชอบการสืบในทางลับด้วย”“อืม…เช่นนั้นก็ดี หากข้าออกหน้ามากไปเกรงว่าประมุขมารผู้นั้นจะรู้ตัว”ฮ่องเต้ทรงปิดห้องทรงพระอักษรปรึกษากันเป็นการลับในครอบครัวเพราะยังไม่รู้แน่ว่าประมุขตัวจริงของสำนักมืออสูรนั้นคือผู้ใด? อู๋กงกงที่ยืนเฝ้าหน้าประตูคอยเอียงหูรอฟัง“ท่านกงกง ฝ่าบาททรงปิดห้องมิดชิดเช่นนี้คงไม่ได้ยินสิ่งใดหรอกขอรับ?” ขันทีก่วนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นท่าทางของขันทีอาวุโสแล้วก็อดจะแขวะมิได้“แต่ก่อนฝ่าบาทไม่เคยมีความลับขนาดนี้ อย่างน้อยข้าก็ต้องพอจะรู้บ้าง?”“ท่านน่ะหรือ?”“ใช่! เรื่องในวังหลวงไม่ว่าใหญ่น้อยเพียงใดหากเกี่ยวข้องกับฝ่าบ