ขาล้วนมาเพราะเกรงใจราชครูหมิง พะยะค่ะ”โจวเฟิงพยักหน้า “เป็นเช่นนั้น ต่อไปข้าคงต้องใส่ใจกิจการด้านการทหารให้มาก หากปล่อยให้ผู้อื่นกุมอำนาจกองทัพย่อมทำให้บัลลังก์สั่นคลอนได้โดยง่าย”ต่อไปพระองค์คงต้องส่งเสริมให้ลูกหลานเป็นหนึ่งในแม่ทัพใหญ่จึงจะถูกต้อง ฮ่องเต้ที่อ่อนแอด้านการต่อสู้สุดท้ายจะตกเป็นเหยื่อของผู้กุมอำนาจและอาวุธอยู่ดี“องครักษ์จัง โจวอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง? รีบไปดูให้ข้าที”ฮ่องเต้โจวเฟิงทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ไปตรวจตราความเรียบร้อยของการเก็บกวาดวังหลวง ยามบ่ายก็ให้ขุนนางกรมตุลาการเข้าเฝ้าเพื่อแสดงหลักฐานการชันสูตรศพ ตามด้วยกรมมหาดไทยรายงานการสืบสาวราวเรื่องจับกุมกบฏที่เล็ดลอดรวมไปถึงผู้ให้การช่วยเหลือฝูจินหรงก่อกบฏในครั้งนี้น่าแปลกที่แม่ทัพถงอาสานำคนออกกวาดล้างผู้คนที่ติดต่อกับฝูจินหรงด้วยตนเองอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย ภายหลังราชครูหมิงได้ฟังจึงหัวเราะก่อนจะเฉลยให้ฮ่องเต้ได้ทรงทราบ“เพราะเขาเองก็ต้องเก็บหางของตนเองให้มิดชิดน่ะสิ พะยะค่ะ ต่อไปพระองค์ต้องหาทางโยกย้ายคนผู้นี้สลับกับแม่ทัพกุ้ยเพียนโจวที่ดูแลทัพภาคเหนือ”“ทำไมหรือท่านราชครู?”“แม้กุ้ยเพียนโจวจะเคยคิดเข้ากับฝ่ายกบฏแต่เป็นไปเพราะต้องการทรัพย์สินมิใช่อำนาจ ทว่าแม่ทัพถงเหยียนกลับต้องการอำนาจซึ่งเป็นอันตรายกับฝ่าบาทมากกว่าจึงไม่ควรปล่อยให้เขากุมกองกำลังที่อยู่ใกล้เมืองหลวงมากนัก”“อืม….ท่านกล่าวมีเหตุผล”“จนกว่าฝ่าบาทจะปั้นคน