วชุ่นที่ได้ยินว่าเสด็จพี่ของแต่งตั้งมิ่งเอ๋อร์ขึ้นเป็นเฉียงเฟยก็ หน้าตึงรีบเข้าเฝ้าอ๋องเต้ในทันที“ฝ่าบาท ทรงรีบทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างใด?”“อำนาจนี้อยู่ในมือข้า หากไม่ฉวยเอาไว้ก็ไม่รู้จะมีแมวขโมยปรากฏตัวขึ้นอีกวันใด ที่ผ่านมาเป็นเพราะข้ารั้งรอจึงเกือบจะคลาดกันกับมิ่งเอ๋อร์ไปแล้ว”โจวอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่วนออกมา “เสด็จพี่กลัวหม่อมฉันหรือ?”“ข้ามิได้กลัวเจ้าเพราะหากถามความสมัครใจ มิ่งเอ๋อร์ย่อมมิได้คิดจะแต่งให้กับเจ้าแต่ข้ากลัวจะหมดโอกาสต่างหาก” ฮ่องเต้ตวัดสายพระเนตรมองพระอนุชาด้วยความเมตตา แม้จะอยู่ในสถานะที่ต้องระแวดระวังซึ่งกันและกัน แต่โจวเฟิงก็แอบหวังอยู่เสมอว่าตนและน้องชายคนนี้จะได้ใช้ชีวิตในแคว้นนี้อย่างสงบสุขด้วยกัน“น่าเสียดาย วังใหม่ของกระหม่อมเรียบร้อยแล้วกลับไม่มีโอกาสได้นำพราชายาเอกกลับไปด้วย” โจวอ๋องยังมิวายยั่วเย้า ที่ต้องแสร้งหน้าบึ้งตึงมาเข้าเฝ้าก็เพราะอยากเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของโจวเฟิงบ้างฮ่องเต้ดูสายพระเนตรของน้องชายแล้วเห็นว่ามิได้มีความปรารถนาในตัว เฉียงเจียวมิ่งรุนแรงจึงคลายใจ ‘คงเป็นอย่างที่กุนซือหมิงกราบทูล โจวชุ่นมิได้อยากจะครอบครองมิ่งเอ๋อร์จนถึงกับแก่งแย่งข้า’“ฝ่าบาท ตามสืบเรื่องนักฆ่าไปถึงไหนแล้วพะยะค่ะ?” จู่ๆ โจวอ๋องก็เอ่ยถามเรื่องนี้ขึ้นมาแบบทะลุกลางปล้อง ทำเอาฮ่องเต้ทรงอึ้งไปชั่วขณะ“พวกมันเป็นนักฆ่าสำนักเงาอสูร มือสังหารอันดับหนึ่งในยุทธภพ ตอนน