ะลึงไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้ต้องรีบทูลฝ่าบาท” หงซือซือรีบพยักหน้า ‘หากให้โจวเฟิงรู้เรื่อง ไม่แน่ว่าอาจจะร่วมมือกันได้’เฉียงเจียวมิ่งนำหยกห้อยเอวชิ้นนั้นไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ห้องหนังสือ โจวเฟิงหันมาขอคำยืนยันจากเฉียงม่านหลิง“กราบทูลตามตรง ข้าเองก็ขโมยหยกชิ้นนี้มาจากขันทีน้อยอีกทีหนึ่งเพคะ”“เหตุใดเจ้าจึงขโมยมา?”“หม่อมฉันสงสัยของสิ่งนี้ดูมีราคาแพงน่าจะเป็นคนของในวังหลวง”โจวเฟิงยกหยกชิ้นนั้นขึ้นดู “ขอถูชิงหลินแน่ เห็นทีต้องจับตามองนางให้มาก”เฉียงเจียวมิ่งก้มหน้ายกยิ้มน้อยๆ แล้วเงยหน้าขึ้นอีกที “หม่อมฉันขออาสาคอยสืบเรื่องตำหนักอิงฟ้าได้ไหมเพคะ?”“เจ้าหรือ?”“เพคะ หากให้หม่อมฉันคอยสืบน่าจะง่ายกว่าให้องครักษ์นะเพคะ เพราะสตรีทำงานเช่นนี้ผู้อื่นมิใคร่จะสงสัยนัก”ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เบาๆ “จริงของเจ้า เช่นนั้นเราจะอนุญาตให้เจ้าคอยทำหน้าที่สืบเรื่องนี้ มิ่งเอ๋อร์เจ้าก็คอยช่วยนางด้วย ไม่แน่ว่าเรื่องของที่หายไปเกี่ยวพันกับนาง”“เพคะ”องครักษ์จังเข้ามาเห็นฝ่าบาททรงมีพระพักตร์เคร่งเครียดขณะกำลังพูดคุยกับนางกำนัลทั้งสองก็แปลกใจ โจวเฟิงหันไปบอกให้นางกำนัลออกไปก่อน“จังจิ้นเล่อ เห็นทีเราจะพอมีเบาะแสแล้ว”“เป็นคนผู้ใดพะยะค่ะ?”“ถูเฟย”ดวงตาของจังจิ้นเล่อฉายแววฉงน “นางเกี่ยวอันใดด้วยหรือพะยะค่ะ?”“นางลอบเข้าตำหนักจินซานเมื่อคืนนี้ บางทีอาจเป็นนางที่ต้องการตรากระเรียนทองคำ”“ส่งคนของเราไปดูตำหนักจินซานไว้ด้วย หากนางม