ไปเถิด ประเดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า”“ข้าไปล่ะ!” เติ้งเฉินฟู่ตัดใจหันหลังกลับ หากไม่ห้อยกระบี่ไว้ที่เอว เห็นทีเขาคงจะลืมทิ้งกระบี่ไว้ที่นี่เสียแล้วเมื่อกลับไปถึงเรือนพัก หู่ซิ่นสือที่ยืนคุยกับองครักษ์คนอื่นอยู่หน้าเรือนก็หันมามองอย่างแปลกใจ“เจ้าหายไปไหนมา? ตอนกินข้าวก็ไม่เห็น ข้าเก็บอาหารไว้ให้เจ้าแน่ะ ไปกินเสียก่อนเถิด”ใบหน้าของเติ้งเฉินฟู่ยังแดงอยู่ ริมฝีปากมีรอยชาดของไป๋เพ่ยเจินเลอะพอสมควร “อืม…เพิ่งรู้ตัวว่าหิว”“เอ๊ะ! ริมฝีปากเจ้าเหตุใดจึงมีสีแดงเลอะอยู่” หู่ซิ่นสือเดินเข้ามาใกล้ บริเวณนั้นมีคบเพลิงจุดสว่างทำให้มองเห็นได้ค่อนข้างชัด “นี่มันสีชาดทาปากสตรีนี่!เติ้งเฉินฟู่เจ้าไปกินเต้าหู้สตรีที่ใดมา?”เติ้งเฉินฟู่เผลอยิ้มก่อนจะแสร้งตีหน้าเคร่งขรึมแล้วยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปาก “ไม่มีอันใดน่า?”“ไม่คิดจะบอกข้าสักหน่อยหรือ? ดูเจ้าสิทั้งหน้าทั้งใบหูยังแดงอยู่เลย….เดี๋ยวนี้ชักทำตัวมีความลับ”“ข้าไปกินข้าวก่อน พรุ่งนี้ท่านก็รู้เอง!”หู่ซิ่นสือนึกถึงเรื่องของจูจิ้นติ้ง ‘เจ้านั่นก็เป็นแบบนี้ หายไปคนเดียวอยู่ไม่กี่ครั้ง กว่าข้าจะรู้ตัว จิ้นติ้งก็ได้ภรรยามาหนึ่งคน หรือว่า…?’ ความสนใจใคร่รู้ทำให้หู่ซิ่นสือไม่อาจจะนิ่งอยู่ได้รีบแต่งตัวออกไปตำหนักเป่าฉี วันนี้เป็นเวรยามของจูจิ้นติ้งบางทีเจ้านั่นน่าจะรู้เรื่องหู่ซิ่นสือจะไม่ยอมรู้เรื่องเป็นคนสุดท้ายเป็นอันขาด!จูจิ้นติ้งมองเห็นร่างสูงประเปรียวของสหายเดินอ