อึมครึมลงไป “ใครกันบอกเจ้าว่าข้ามีฉายานี้?”หงซือซือหัวเราะแก้เก้อ นางดันเผลอไปเล่าความลับให้เขาฟังเสียได้ “ใครๆ ก็รู้กันทั้งวัง ท่านอย่าเคืองไปเลยเจ้าค่ะ ข้าว่าฉายานี้ฟังดูดีออก พี่สามฉลาดขนาดนี้คู่ควร”“แล้วเจ้าเล่า? มิใช่จะได้เป็นจิ้งจอกพันหน้าหรอกหรือ?” มือของหมิงเฟยหลงล้วงลูบเข้าไปในสาบเสื้อไล้เนินอกนางเบาๆ“หึ! หากข้าเป็นจิ้งจอกจริงก็ถูกท่านถลกเนื้อหนังกินไปจนหมดแล้วเจ้าค่ะ” นางตีมือสามีที่ซุกซนอยู่บนอกเบาๆ“เจ้าน่ากินนัก แค่เจ้ามาเบียดข้านิดๆ หน่อยๆ ตัวข้าก็ร้อนรุ่มไปหมดแล้ว” น ้าเสียงของหมิงเฟยหลงเริ่มกระเส่าเล็กน้อย หงซือซือสะดุ้งเมื่อเขาแหวกสาบเสื้อนางเล็กน้อย แตะริมฝีปากลงผิวเนื้อใกล้ต้นคอ“ท่านพี่เจ้าคะ อย่าเพิ่งกินข้าตอนนี้เลย พวกเราไปสำรวจลานวัดพระโพธิสัตว์กันก่อนเถิด เผื่อจะเจอเบาะแสสำคัญ”สามีส่ายหน้ายังคงงอแงจูบตามแนวสาบเสื้อไล่ลงมา “ขอข้าจูบอีกสักนิด” นางใช้สองมือประคองใบหน้าเขามิให้ก้มต ่าลงไปอีกมิฉะนั้นนางเองก็คงหักห้ามใจมิได้ หงซือซือประทับริมฝีปากจูบเขาครู่หนึ่งแล้วผละออก“จูบเท่านี้คงพอแล้วนะเจ้าคะ เรารีบไปกันก่อนเถิด ราตรีนี้ยังยาวไกล” ดวงตาของนางแวววับวิงวอน“เจ้าอ้อนทีไร เป็นข้าที่ต้องแพ้ตลอดสิน่า!เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” หมิงเฟยหลงตัดใจกราชับสาบเสื้อนางเข้าให้มิดชิด “เก็บก่อน ข้าหวง!”ลานวัดพระโพธิสัตว์กวนอิมที่อำเภอเฉินกว้างจนน่าประหลาดใจ หมิงเฟยหลงภายใต้หน้ากากท่านอ