หากท่านไม่รังเกียจ” ชุนเหรินเห็นอาการของสองหนุ่มสาวก็ยิ้มกริ่มหู่ซิ่นสือยิ้มแป้น “ข้าจะกล้ารังเกียจเรือนของเม่ยเอ๋อร์ได้อย่างไรเล่า?”“ท่านเรียกข้าแม่นางสวีอย่างเดิมจะดีกว่ากระมัง?”“ได้อย่างไรกัน? ข้าพูดคุยกับเจ้าตั้งหลายครั้งบัดนี้ยังมาจนถึงเรือนของเจ้าอีก ไม่นับข้าเป็นสหายหรือไร?”สวีเม่ยจนใจกับคนตรงหน้า แต่ใบหน้าซื่อๆ ของเขาก็ทำเอานางปฏิเสธไม่ลง“เอาเถอะน่าเม่ยเอ๋อร์ คุณชายหู่มีน ้าใจมานอนเฝ้ารอคุ้มครองเจ้ากลับเมืองเช่นนี้ก็สมควรนับเขาเป็นสหายแล้ว” ชุนเหรินหันไปเล่าเรื่องที่สวีเม่ยถูกคนดักทำร้ายระหว่างทางให้หู่ซิ่นสือฟัง“เม่ยเอ๋อร์พอจะรู้หรือไม่ว่าผู้ใดอยากจะทำร้ายเจ้า?”“จะมีผู้ใดอีกล่ะเจ้าคะ? มีเพียงฮูหยินของใต้เท้าเซี่ยที่คุมแค้นไม่เลิกรา”“อ้อ! เช่นนั้นก็สมควร” องครักษ์หู่แกล้งทำไขสือพยักหน้าหงึกหงักราวกับไม่แปลกใจ “ในเมื่อนางระแวงว่าเจ้าเป็นสตรีที่สามีเลี้ยงดูก็ย่อมแค้นใจเป็นธรรมดา” สตรีทั้งสามในโต๊ะลอบสบตากัน ฟั่นชุนหลันนึกโทษตนเองที่โพล่งเรื่องที่ผู้คนเข้าใจผิดออกมา เมื่อเห็นพวกนางอึกอัก หู่ซิ่นสือก็อดจะขำในใจไม่ได้ “แต่พวกเจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะดูแลเม่ยเอ๋อร์กลับในเมืองอย่างปลอดภัยแน่นอน”ชุนเหรินไม่กล้าเอ่ยต่อเพราะมิรู้ว่าคุณชายหู่ผู้นี้รู้เรื่องราวเบื้องลึกในครอบครัวของตนเพียงใด บนโต๊ะอาหารจึงเงียบลงจนกระทั่งทุกคนอิ่มหนำสำราญ ชุนเหรินพาเสี่ยวหลงเข้านอน ฟั่นชุนหลันอาสาเก็บโต๊ะอ