็นของบรรณาการจากต่างแดนที่ถูกส่งเข้าวังหลวงทั้งนั้น”เมื่อได้ยินเถ้าแก่เนี้ยซุนการันตีเช่นนั้น บรรดาฮูหยินทั้งหลายต่างรีบเข้ามาแย่งชิงกันเลือกซื้อผ้า หงซือซือยิ้มหวานที่พวกนางล้วนรีบจ่ายเงินเพราะเกรงจะไม่ได้ของ“พวกท่านไม่ต้องรีบ ค่อยๆ เลือกไปเถิดเจ้าค่ะ”“มิได้ๆ ของดีเช่นนี้ไม่เคยมีเข้ามาในเมืองชิงหลิวมาก่อน ในเมื่อมีแล้วก็ต้องรีบซื้อหามาเก็บไว้”หมิงเฟยหลงแปลกใจที่เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้แค่เพียงมองเห็นก็รู้แล้วว่าผ้าพับที่กองอยู่ตรงหน้าล ้าค่าเพียงใด “เถ้าแก่เนี้ยซุนท่านช่างตาแหลมนัก ไม่ทราบว่าท่านรู้ได้เพราะเหตุใด?”“ข้าน่ะหรือ?” นางใช้มืออวบอูมลูบไล้บนพับผ้านางลดเสียงลงพอให้ได้ยินกันสองคน “ท่านพ่อของข้าเคยเป็นผู้จัดหาผ้าพวกนี้ส่งเข้าวังหลวงน่ะสิ หากวังนั้นไม่เกิดไฟไหม้ล่ะก็ ข้าก็คงไม่ต้องระเห็จมาอยู่เมืองนี้ดอก”ฮ่องเต้ทรงสะดุดกับคำว่าวังไฟไหม้ เมื่อสังเกตแล้วอายุของเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้น่าจะมากกว่าตนอยู่หลายปี“ท่านพ่อของท่านก็ย้ายมาอยู่ที่ชิงหลิวนี้ด้วยหรือ?”“ใช่! พวกเราอพยพมากันทั้งครอบครัวเพื่อหลบหนีพวกอันธพาล”“ข้าขอถามสักหน่อยเถิดว่าในยามที่วังที่ท่านว่าไฟไหม้นั้น ท่านพ่อของท่านได้เล่าสิ่งใดให้ฟังหรือไม่?”นางหันไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าฮูหยินขุนนางพวกนั้นต่างหอบหิ้วพับผ้าจากไปกันหมด เหลือเพียงสองนางที่ยืนต่อรองราคากับหงซือซืออยู่ห่างออกไป จึงหันมาสบตากับเถ้าแก่หลง “ยามนั้นข้ายังเด็ก ท่านพ่อข้า