ก็ตกเข้ามาในบทละครของข้าเสียแล้ว”การเคลื่อนไหวมือของซูเจ๋อนั้นนุ่มนวลมาก ทำให้เฉินเสียนรู้สึกสบายยิ่งขึ้นเขาพูดขึ้นว่า“แล้วกันใครที่พูดไม่หยุดพูดเกี่ยวกับเรื่องพราชายารุ่ย อยากจะรู้ให้ได้แต่ปากกลับแข็งไม่ยอมถาม”เฉินเสียนตอบกลับว่า“แล้วใครกันที่ลากข้าไปเดินเที่ยวเล่น แล้วยังวางยาคนบนเรือข้า ทำให้เดินเรือกลับไม่ทันเวลา?”ซูเจ๋อหรี่ตาลง แล้วลากปลายเสียงขึ้นเล็กน้อย เสียงกระซิบที่ออกมาจากเขาเบาราวกับขนนกแต่กลับไปสะกิดใจในคนได้ “ใครกันที่ดื่มเหล้าจนเมา แล้วมาร้องไห้ในอ้อมแขนของข้า?”เฉินเสียนก็ตอบกลับว่า“แล้วใครกันที่ดื้อรั้นจะรอข้าอยู่ที่ประตูหน้าโรงละครถ้าข้าไม่ไป เขาก็คงรออยู่ที่นั้นทั้งคืนไม่ยอมกลับ”ทั้งสองคนกำลังโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผ่านมา ตอนนี้เมื่อคิดถึงก็เริ่มรู้สึกว่ามันตลกและไร้เดียงสา ราวกับว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นหนุ่มสาวที่เพิ่งกำลังจะรักกันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่เวลานั้นต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในหลุมพลาง จมดิ่งลงไปในอารมณ์ของตัวเอง ปิดตาตัวเองนั้นไม่ยอมมองให้ทะลุปรุโปร่งในตอนนั้นไม่ว่าจะยุ่งวุ่นวายมากแค่ไหน ณ เวลานั้นพวกเขาทั้งสองก็ยังหวานชื่นกันได้เฉินเสียนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่แล้วยิ้มหัวเราะออกมา เธอพูดว่า “ทำไมท่านถึงไม่พูดแล้วล่ะ?”ซูเจ๋อใช้นิ้วลูบเบาๆไปที่คิ้วของเธอ แล้วเอ่ยว่า “ข้ายอมให้ท่าน”654
นํ้าแข็งในม้วนผ้าฝ้ายนั้นเริ่มละลายแล้ว จึงให้รู้สึกเปียกแฉะเล็กน้อย ซูเจ