ผ่านช่องว่างของม่านรถ มุมของชุดยาวของเธอพลิ้วไสวตามสายลมฤดูใบไม้ผลิ และผ้าไหมสีเขียวด้านหลังไหล่ของเธอก้พลิ้วไหวเสียงนั้น “ซูเจ๋อ” ทำให้เขาดื่มดํ่ากับมันอยู่นานดูเหมือนว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาได้ยินเสียงดังกล่าวที่ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นเฉินเสียนเข้ามาประทับ ณ พระตำหนักรับรองในวังหลวงของเป่ยเซี่ย หลายวันถัดมา คณะเอกอัครราชทูตที่เธอเตรียมไว้ที่เขตชายแดนเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงต่อมาซูเจ๋อยังคงพักฟื้นรักษาตัวอยู่ในจวนท่านอ๋อง ขณะที่เฉินเสียนทำการปราชุมหารือกับทั้งสองอาณาจักรงานอภิเษกสมรสของซูเจ๋อยังไม่เป็นอันเสร็จสิ้นในวันนั้น และเจ้าสาวที่เข้าประตูมาก็ไม่รู้ว่านับเป็นพระราชารุ่ยหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถูกส่งกลับบ้านของเธอ และยังเข้าพักอาศัยในเรือนที่จวนท่านอ๋องเพื่อคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้หลานเอ๋อร์มีหน้าที่ดูแลงานในเรือนให้ซูเจ๋อนางรู้ว่าซูเจ๋อไม่ได้ถือตัวเจ้ายศเจ้าอย่าง นางมักพูดให้ซูเจ๋อได้ยิน “คนเหล่านั้นที่มาลักพาตัวท่านอ๋องช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก! บ่าวเคยเห็นในหนังสือนิทานเท่านั้นที่ผู้ชายแย่งเจ้าสาว แต่กลับไม่เคยเห็นผู้หญิงไปแย่งเจ้าบ่าวเลย บนโลกนี้คงไม่มีใครกล้าได้อย่างเธออีกแล้ว”หลานเอ๋อร์จำเฉินเสียนได้ดี วันนั้นถึงแม้เฉินเสียนจะไม่ได้แต่งกายด้วยชุดผู้หญิง แต่แค่เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าเธอคือผู้หญิง แถมยังเป็นผู้หญิงที่ดุและกล้าหาญ ในเวลานั้น เมื่อหญิงสาวคนนั้นวางดาบที่คอของเ