าเหล่าขุนนางจะพูดจากล่าวหาสักกี่ครั้ง สุดท้ายเฉินเสียนก็เฉยเมยต่อคำพูดเหล่านั้น ส่วนเรื่ององค์ชายหกที่อยู่วังหลังกับเธอนั้น ก็เป็นเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้นในระหว่างการพักฟื้นของซูเจ๋อ เฉินเสียนมักไปดูอาการของเขาทุกวัน บางครั้งช่วงบ่าย บางครั้งก็ช่วงคํ่า การไปเยี่ยมดูอาการเขาแทบเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ พอ ๆกับเรื่องในราชสำนักหมอหลวงบอกว่า โรคภัยไข้เจ็บมาเหมือนกับภูเขาถล่ม ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นแผลเก่ายังไม่หายดี อาการเจ็บป่วยใหม่ก็เข้ามาแทรก จะต้องค่อย ๆ พักฟื้นถึงจะเริ่มกลับมาปกติได้เป็นเวลานานพอสมควรที่ซูเจ๋ออ่อนแอลง และแตกต่างอย่างมากกับตอนที่เขาอยู่ในสนามรบที่ต้องผ่านความเป็นความตายเขาเป็นเหมือนลูกชายผู้สูงศักดิ์ และพาเฉินเสียนเข้าไปในป่าไผ่ ลมในป่าไผ่นั้นเบาหวิว และแสงแดดส่องลงมาบนใบไผ่ที่มีจุดวาววับ เขานั่งอยู่ในป่าไผ่ เขาสวมเสื้อผ้าอย่างประณีต และใบไผ่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เขาสอนเฉินเสียนให้แกะสลักขลุ่ยไม้ไผ่613
เฉินเสียนนำขลุ่ยไม้ไผ่ที่นำติดตัวมาเองออกมา และสลักชื่อตัวเองและซูเจ๋อไว้บนนั้น เธอหันศีรษะไปมองซูเจ๋อที่กำลังดูอย่างตั้งใจ เธอก็ไม่ลังเลเลยสักนิด เอนตัวไปอย่างรวดเร็วแล้วหอมแก้มของเขาซูเจ๋อตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วและยิ้ม และกล่าวว่า “ทำอย่างนี้ไม่ตั้งใจเลย ระวังจะบาดมือเอานะ”เฉินเสียนแสร้งถือมีดแกะสลักเพื่อแกะสลักอักษรตัวสุดท้าย “เจ๋อ” แต่หูสีแดงเผยใ