้งตัว หลังจากอาบนํ้าเสร็จก็ผล็อยหลับไปในห้องเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แสงแดดที่ร้อนระอุจะค่อยๆ ย้อมเป็นสีแดง แขวนอยู่บนยอดไม้ และแผ่กระจายไปทั่วสวนอย่างเงียบ ๆเมื่ออยู่เป็นเพื่อนซูเจ๋อ เฉินเสียนไม่ได้เพิ่งฟังและจะได้มีเรื่องเล่ามากมายอย่างซูเซี่ยน จึงได้เล่าเรื่องตลกให้เขาฟังเมื่อมองขึ้นไปเห็นท่าทีที่จริงจังของซูเจ๋อ เฉินเสียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย“ท่านคิดว่าข้าเล่าไปไม่ตลกเหรอ?”ซูเจ๋อ “ตลก”“แต่ท่านไม่หัวเราะ”ซูเจ๋อพูด “ในใจข้ากำลังหัวเราะ”“น่าเบื่อขนาดนั้นรึ”เฉินเสียนเหลือบมองเขา “งั้นข้าจะเล่าอีกเรื่อง”ดังนั้นเฉินเสียนจึงเล่าอย่างสมจริงสมจังว่า “ครั้งสุดท้ายที่อยู่ในตำหนักไท่เหอได้เนสอข้อราชการ เมื่อข้าลุกขึ้นไม่ระวังเผลอเหยียบขาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และความเจ็บปวดทำให้ข้าร้อง ‘โอ้ น่องของข้า!’ ซูเซี่ยนเดินไปเดินมาอย่างเงียบๆถาม ‘ท่านแม่ ท่าเรียกข้าหรือ?”คราวนี้ทันทีที่เฉินเสียนพูดจบ ซูเจ๋อก็หัวเราะออกมา596
ในตอนเย็นลมพัดแรงเล็กน้อย และเฉินเสียนก็สวมเสื้อคลุมให้เขา เกรงว่าเขาจะหนาว เขาขมวดคิ้วและยิ้มอย่างนุ่มนวล แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของเขาดูไร้ความปรานี จึงอยากจะหยุดเฉินเสียนดูตกตะลึงและกล่าวว่า “ท่านอยากจะยิ้มก็ยิ้มเถอะ ท่านยิ้มแล้วดูดีมาก”คำพูดของนางทำให้ซูเจ๋อยิ้มออกมาเป็นเวลานาน เขากระแอมในลำคอและถามว่า “กระแทกแล้วจริงๆ?”“เปล่า ข้าโกหกท่านนะ”ซูเจ๋อกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่ ท่านจะพูดได้ชัดม