หลังจากที่ชายแดนต้าฉู่สงบลง เฉินเสียนกับซูเจ๋อวางแผนคิดที่จะพาซูเซี่ยนแม่นมซุยออกไปจากที่นี่ แล้วรีบเร่งกลับเมืองหลวงระหว่างทางคณะเอกอัครราชทูตยังคงคุ้มกันคนกลุ่มหนึ่งกลับเมืองหลวง ได้ผ่านทุ่งกว้างที่เปล่าเปลี่ยว เดินอ้อมผ่านเนินเขาที่ยาวสุดลูกหูลูกตาบนเนินเขาที่หันไปทางทิศใต้นั่น มีคนยืนอยู่ผู้หนึ่ง เพ่งมองขบวนที่เดินออกไปไกล จนขบวนนั่นไกลเลือนรางเหลือเพียงจุดดำเล็กน้อย ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็คล้ายดั่งเม็ดทรายที่ถูกลมพาดพัดผ่านกระจายออกไปเมื่อกี้พระองค์หันกลับมา หน้าหันไปทางสุสานร้างโดดเดี่ยวที่อยู่ตรงหน้าใบหญ้าแห้งบนสุสานเพิ่งจะถูกชำระสะสางไป ธูปหอมที่เผาไหม้อยู่หน้าสุสานยังใหม่อยู่พระองค์เอื้อมมือที่สั่นเทาลูบเนินบนสุสานหินที่หนาวเหน็บ เงียบอยู่เป็นเวลานาน นํ้าตาคลอเบ้า กล่าวว่า “ข้า หาพวกท่านนานหลายปี”บริเวณใต้เนินเขามีผู้คุ้มกันอยู่ประปรายไม่กี่คน ท่านอ๋องมู่สวมใส่ชุดธรรมดากุมมืออยู่ รู้สึกเศร้าสลดใจเล็กน้อยชั่วขณะ ข้างกายของเขามีขันทีสองคนที่สวมใส่ชุดลำลองอยู่ด้วย กังวลใจเป็นห่วงสถานการณ์ด้านบนอยู่ตลอดเวลา กล่าวขึ้นว่า “ด้านบนลมแรง องค์จักรพรรดิ ต้องระมัดระวังความหนาวเย็นนะพ่ะย่ะค่ะ”ท่านอ๋องมู่ทอดถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ปล่อยพระองค์ไปเถิด”“เฮ้อ กี่ปีแล้วที่องค์จักรพรรดิไม่ได้มีความรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้”574
หลังจากที่มีความวุ่นวายในเป่ยเซี่ยผ่านไป จักรพรรดิเป่ยเซี่ยยิ่งแสดงออกด้วยท่า