สุดท้ายแล้วเฉินเสียนก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา ว่าไม่สมควรหรือไม่เหมาะสมตรงไหนท่านอ๋องมู่พูดขึ้นว่า : “หวังว่าท่านจะไม่เดินตามรอยฝุ่นพวกเรา”เฉินเสียนรู้สึกสับสนมึนงงไปหมด : “ท่านอ๋องหมายถึงอะไร?”ท่านอ๋องมู่ยิ้มขึ้นบางเบาด้วยความเอ็นดู พร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ในเมื่อฝ่าบาทได้เลือกเขาแล้ว ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะต้องจับเขาให้แน่น อย่าได้ปล่อยมือเป็นอันขาด ตอนนี้ข้าเองทำได้เพียงสัมผัสและรับรู้ความกล้าหาญและการปลอบประโลมใจจากบนตัวพวกท่านทั้งสองเท่านั้น”เฉินเสียนยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี ดูออกว่าท่านอ๋องมู่ไม่อยากที่จะพูดถึงมันอีกเวลานี้บรรยากาศที่ค่ายทหารของอาณาจักรเป่ยเซี่ยเงียบสนิทเข้าสู่เวลาคํ่าคืน ซูเจ๋อส่งตัวไปยังค่ายทหารของอาณาจักรเป่ยเซี่ย หลังจากพักผ่อนแล้วก็ถูกพาไปยังกองผู้บังคับบัญชาการทหาร เพื่อเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยหัวหน้านายทหารชั้นสูงหลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอก พูดขึ้นกับซูเจ๋อว่า : “ใต้เท้าซู เชิญ……”ด้านในของกองผู้บังคับบัญชาค่อนข้างสว่าง เงาที่สูงยาวขององค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยปรากฏขึ้นอยู่ในกระโจมบังคับบัญชาสีหน้าแววตาของซูเจ๋อเรียบเฉย เดินเข้าไปในกระโจมช้าๆ ด้วยความใจเย็น567
องค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยยืนหันหลังให้กับเขาซูเจ๋อคารวะ พร้อมกับพูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงที่เรียบเฉยว่า : “ซูเจ๋อถวายบังคมฝ่าบาท”ผ่านไปครู่หนึ่ง องค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยจึงค่อยหันพระพักตร์แล้วทอดพระเนตร