จากนั้นแม่ทัพโฮ้วก็อ้างเรื่องค่ายทหารปลีกตัวออกไป ทำให้ซูเจ๋อมีโอกาสพาเฉินเสียนเที่ยวชมชัยภูมิให้เกิดความคุ้นเคยเหลียนชิงโจวลำเลียงเสบียงอาหารมายังค่าย ก่อนจะมารวมตัวกับแม่ทัพโฮ้วเมื่อเห็นใบหน้าแม่ทัพโฮ้วเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น หัวเราะถามว่า “ท่านแม่ทัพโฮ้วอากาศไม่ได้ร้อนถึงขั้นเหงื่อชุ่มตัวนะ? เหตุใดท่านจึงร้อนขนาดนี้?”แม่ทัพโฮ้วถอนหายใจหนึ่งเฮือก กล่าวว่า “อย่าเอ่ยถึงเลย เมื่อครู่เจอองค์หญิงกับใต้เท้าซู”“พวกเขาทำไมหรือ?” เหลียนชิงโจวนั่งลงขอชาดื่ม“ข้าเห็นองค์หญิงกับใต้เท้าซูจูงมือกัน” แม่ทัพโฮ้วกล่าว “โชคดีที่ข้ามีไหวพริบอ้างถึงอากาศ ไม่งั้นคงพะอากพะอำแน่ ไม่ว่าเวลาไหนเรื่องอันใด การคุยถึงอากาศก็เป็นวิธีเยี่ยมยอดในการคลี่คลายความอึดอัด”เหลียนชิงโจวกล่าวด้วยความขบขัน “แม่ทัพใหญ่ ท่านมีเหงื่อไหลไม่หยุด ไยข้าถึงรู้สึกว่าท่านยังคลี่คลายความอึดอัดไม่ได้?”แม่ทัพโฮ้วถอนหายใจยาว “ข้ารู้ว่าความสัมพันธ์ของใต้เท้าซูกับองค์หญิงลึกซึ้งและพัฒนาไปในทิศทางนี้ขึ้นทุกวัน” เขาถามเหลียนชิงโจว “ท่านรู้ไหมว่าพวกเขาไปถึงขั้นไหนแล้ว?”เหลียนชิงโจวกล่าว “ข้าไม่ได้เห็นพวกเขานานแล้ว จึงไม่รู้” เขาใคร่ครวญดูสักพัก จึงกล่าวอีกว่า “แต่ข้าคิดว่า……น่าจะถึงขั้นมีลูกได้แล้วกระมัง?”404
แม่ทัพโฮ้วสำลักนํ้าชา ไอแค่กๆกล่าวว่า “ท่านว่ากระไร?” ดูจากท่าทางแล้วเหลียนชิงโจวรู้เรื่องซูเจ๋อกับองค์หญิงตั้งนานแล้ว เขากลับเป็นกบใน