าพระองค์ต้องทำใจให้สงบลงก่อนและพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียในเวลานี้ต้าฉู่ยังก่อสงครามกับใครไม่ได้ การต่อสู้กับเย่เหลียงในคราวนั้นทำให้ต้าฉู่สูญเสียกองกำลังกับเสบียงอาหารไปจำนวนมาก หากต้องรบอีกครั้งก็มีแต่จะพาตนเองไปแพ้จักรพรรดิรู้ว่าในราชสำนักมีกลุ่มขุนนางที่หัวรุนแรงซึ่งไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาและราคาที่ต้องจ่าย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ที่ไปออกรบ เมื่อบอกว่าจะมีสงครามก็แค่ยกมือขึ้นสนับสนุนเท่านั้นแน่นอนว่ายังมีขุนนางอีกกลุ่มหนึ่งที่มุ่งมั่นในทางสันติและต้องการสร้างความปรองดองด้วยเหตุนี้เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดจบ อีกฝ่ายหนึ่งจึงลุกขึ้นมาบ้างขุนนางอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ขอองค์จักรพรรดิโปรดทรงทบทวนพ่ะย่ะค่ะ ต้าฉู่ของเราเพิ่งเจรจาสงบศึกกับเย่เหลียง กำลังทหารมีไม่เพียงพอ ท้องพระคลังก็ยากจะฟื้นตัว ทั้งยังไม่มีแม่ทัพที่พร้อมรบ การเปิดสงครามกับเป่ยเซี่ยในเวลานี้ย่อมไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”1266
ผลก็คือทั้งสองฝ่ายต่างมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง องค์จักรพรรดิปวดพระเศียรจนพระเศียรแทบระเบิด สุดท้ายก็ต้องยกศาลและจบการว่าความด้วยเหตุฉะนี้ในเวลานี้ องค์หญิงจิ้งเสียนกลายเป็นบุคคลสำคัญของเรื่องนี้จนถึงตอนนี้จักรพรรดิยังคงไม่ได้ตัดสินชี้ขาด แต่ไม่รู้ว่าใครปล่อยให้ข่าวนี้รั่วไหลจนเกิดข่าวลือมากมายในสังคมภายนอกพระราชมารดาขององค์หญิงจิ้งเสียนเดิมเป็นพระธิดาบุญธรรมในราชวงศ์เป่ยเซี่ย ในตอนที่พระธิดาบุญธร