แต่หลิ่วเหมยอู่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดของเขา ถึงแม้จะมองลักษณะของเขาได้ไม่ชัดเจน หลิ่วเหมยอู่ก็สามารถรับรู้ได้จากความคุ้นเคย ว่านั่นเป็นพี่ชายของนางแน่ๆเวลานี้ ผู้พิพากษาได้ยืนต่อหน้าราษฎรประกาศความผิดของหลิ่วเฉียนเฮ้อ ทีละประการอย่างชัดเจนเมื่อถึงเวลาประหาร ดวงอาทิตย์ตั้งตรงเหนือหัวเฉินเสียนหยีตามองท้องฟ้า แสงสีขาวสะท้อนโดนดวงตา ราวกับว่าเป็นแสงของเกล็ดหิมะก็ไม่ปานฉินหรูเหลียงลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนอยู่หน้ากรง ยืนยันอีกครั้งว่าคนที่อยู่ในกรงขังที่สกปรกรุงรังและเหม็นเน่านั้นเป็นหลิ่วเฉียนเฮ้อจริงๆ จึงค่อยกลับไปยังที่นั่งผู้พิพากษา หยิบแผ่นป้ายสั่งการ หมุนตัวแล้วโยนมันลงสู่พื้น ตะโกนสั่งการว่า :“ประหาร”ม้าทั้งห้าตัวถูกเตรียมพร้อมไว้แล้วเชือกทั้งห้าเส้นถูกผูกตามแขนขาและศีรษะของหลิ่วเฉียนเฮ้อ รอเพียงแค่ทหารจูงม้าให้เดินหน้า ให้หลิ่วเฉียนเฮ้อได้สัมผัสถึงความรู้สึกเจ็บปวดขั้นสุดขีดของชิ้นส่วนร่างกายทั้งห้าที่ถูกแยกออกจากกันหลิ่วเหมยอู่เริ่มยืนไม่นิ่ง ร่างกายสั่นสะท้าน ขาทั้งคู่อ่อนแรงจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น1117
เฉินเสียนรีบคว้าตัวนางไว้ กระซิบเสียงเบาข้างหูเธอว่า : “เหมยอู่ เจ้าก็รู้ว่าท่านแม่ทัพทำการใดก็มักจะระมัดระวังและรอบคอบเสมอ เขายืนยันตัวตนของหลิ่วเฉียนเฮ้อแล้ว งั้นก็แสดงว่าคนที่อยู่ในกรงขังนั่นคือหลิ่วเฉียนเฮ้อไม่ผิดแน่ถึงแม้เจ้าจะไม่ได้เข้าไปดูเขาที่ลาน ก็ดูเขาจากตรงนี้ก็ยังดี”