เสียงของเธอที่ดังขึ้นและขาดหายไปเป็นบางครั้งบางคราว ที่เหมือนกับกำลังพูดพึมพำ : “ซูเจ๋อ……”ซูเจ๋อที่หลับตานิ่งสงบ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น หันไปมองเฉินเสียนเงียบๆฉินหรูเหลียงเองก็ได้ยิน เขาลืมตาขึ้นมาดู และค่อนข้างเสียความรู้สึกอาจจะเป็นเพราะเฉินเสียนรู้สึกหนาว เธอจึงนอนขดตัวกลมซูเจ๋อจึงถอดเสื้อคลุมชั้นนอกของตัวเองออก เพื่อจะนำไปห่มบนตัวเฉินเสียนจู่ๆ ฉินหรูเหลียงก็พูดขึ้นว่า : “รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือท่านนะ”ซูเจ๋อเขี่ยกองไฟอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดขึ้นว่า : “ถ้าหากข้าให้ท่านทำ ข้าเองก็จะรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อครู่นี้ชื่อที่นางเรียกคือชื่อของข้า”ฉินหรูเหลียงเม้มปาก แล้วจึงพูดขึ้นว่า : “ท่านคงดีใจจนลืมเนื้อลืมตัวสินะ?”“ท่านว่าใช่ก็ใช่”ไม่ว่าฉินหรูเหลียงจะพูดอะไร เขาก็ไม่ยอมให้ซูเจ๋อไปห่มเสื้อให้เฉินเสียนอยู่ดีและซูเจ๋อเองก็ไม่ยอมให้ฉินหรูเหลียงไปห่มเสื้อให้เฉินเสียนด้วยเช่นกันแต่ก็ไม่ควรทิ้งให้เฉินเสียนนอนหนาวอยู่แบบนี้นี่นาจากนั้นทั้งคู่ก็เหลือบสายตามองไปยังเฮ่อโยวที่นอนหลับสบายอยู่921
เฮ่อโยวที่ถูกหิ้วขึ้นมาก็ตกใจสีหน้าเต็มไปด้วยความมึนงง ซูเจ๋อและฉินหรูเหลียงต่างพากันยัดเสื้อคลุมของตัวเองให้กับเฮ่อโยวพร้อมๆ กัน แล้วสั่งให้เฮ่อโยวเอาไปห่มให้กับเฉินเสียนก็แค่ห่มเสื้อ เฮ่อโยวที่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก จึงไปห่มเสื้อให้กับเฉินเสียนด้วยความสะลึมสะ