ซูเจ๋อพูดขึ้นเสียงเบา : “อาเสียน อย่างถีบอย่างนี้ ก้อนหินด้านบนมันจะหล่นลงมา จะทับโดนขาท่านให้บาดเจ็บเอาได้”“ข้าไม่สน และข้าก็สนใจอะไรเยอะแยะไม่ไหว”เฉินเสียนสูดลมหายใจเข้าลึก เธอถีบจนขาชาไปหมด ในการถีบครั้งสุดท้ายในที่สุดก็สามารถถีบก้อนหินก้อนหนึ่งที่ทับถมกันขยับจนได้จากนั้นก้อนหินก้อนอื่นๆ ก็ถล่มลงมา หินที่กว่าจะถีบจนขยับได้ก้อนนั้นกลับถูกทับถมแน่นกว่าเดิมเฉินเสียนฟุบลงกับพื้นอย่างหมดแรง แม้แต่หายใจเธอยังรู้สึกว่าสิ้นเปลืองจู่ๆ เธอก็กลายเป็นเด็กที่ไร้สิ้นหนทาง เธอร้องไห้อย่างสิ้นหวังพร้อมกับพูดขึ้นว่า : “เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ขนาดนี้”ซูเจ๋อพูดขึ้นเบาๆ ว่า : “เรื่องนี้มันยากเกินไป ท่านอย่าร้องไห้ ออกไปไม่ได้ก็ช่างเถิด อาเสียน ท่านมาคุยกับข้าดีกว่า ถ้าข้ายังตื่นอยู่ จะต้านได้นานขึ้น”เฉินเสียนเช็ดนํ้าตาออก แล้วรีบคลานกลับไปหาเขา นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าซูเจ๋อ เอื้อมมือไปช่วยเขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปากด้วยมือที่สั่นเทา เลือดที่ยังอุ่นอยู่เลือดหลั่งไหลลงปลายคางของเขา หยดลงไปทีละหยด ลงบนชุดสีดำที่เขาสวมใส่อยู่จนเปียกชุ่มไปด้วยเลือดข้นเฉินเสียนถามขึ้นด้วยนํ้าตา : “ซูเจ๋อ ท่านไหลเลือดให้น้อยลงกว่านี้ได้หรือไม่?”493
ซูเจ๋อยิ้มขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ข้าเองก็ไม่ได้อยากเสียหน่อย”เธอประคองใบหน้าของเขาไว้ เช็ดคราบเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปากของเขาด้วยมือของเธอเอง จาก