หลังจากที่รู้สึกเบลออยู่ครู่ใหญ่ เฉินเสียนก็ลุกขึ้นและกล่าวว่า “ข้าต้องมีสติๆ”ลมหนาวที่พัดมาจากด้านนอกทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นของเฉินเสียนค่อยๆ สงบลงความจริงการปฏิเสธของเหลียนชิงโจวไม่ได้ทำให้เธอเสียใจหรือขัดเคืองตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกโล่งใจเสียด้วยซํ้าสำหรับเหลียนชิงโจว เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขานอกเหนือจากคำว่ามิตรภาพหลังจากไม่ได้เจอกันมานานและได้มาเจอกันในคืนนี้ เธอรู้สึกถึงความสนิทสนมและความสบายใจ ทว่าไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้นตรงกันข้าม เมื่อเฉินเสียนเห็นสายตาที่ซูเจ๋อมองมาที่เธอ ดวงตาเรียวยาวซึ่งไม่มีเหมือนใครนั้นดูเหมือนจะบรรจุท้องฟ้าทั้งหมดเอาไว้และดึงดูดเธอเข้าไป จนเธอควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ได้กลิ่นหอมของไม้กฤษณาจากเรือนร่างของเขายังโชยมาสัมผัสประสาทการรับกลิ่นของเธอตลอดเวลา นั่นทำให้เธอยิ่งอยากจะฉกฉวยเอาไว้และเพิกเฉยต่อมันไม่ได้เฉินเสียนยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือ เธอจับราวกั้นเอาไว้และมองดูแสงไฟในเมือง ลมหนาวพัดมาปะทะแก้มที่มีไอร้อนของเธอ ทำให้เธอรู้สึกถึงความเย็นสบายเธอบอกกับตัวเองว่า เฉินเสียน เธอจะหวั่นไหวกับเขาไม่ได้1201
ภายในห้อง ซูเจ๋อมองเหล้าครึ่งจอกที่เหลืออยู่บนโต๊ะของเฉินเสียน เขาใช้นิ้วขาวสะอาดหยิบมันขึ้นมาและถามว่า “เหล้าหมักสับปะรดของเย่เหลียงอร่อยขนาดนั้นจริงๆ หรือ”เหลียนชิงโจวกล่าวว่า “อาจารย์ ทั้งหมดเป็นความผิดของศิษย์ ศิษย์ไม่ควรนำเหล้านี้ออกมาเลย”ซูเจ